สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนช่วงนี้ เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปีแล้ว จนกระทั่งภาคธุรกิจเอกชนต้องออกมาเรียกร้องให้มีการดูแลค่าเงินบาทอีกครั้ง
บาทแข็งแตะ 31.62 บาท/ดอลลาร์
“ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 4 ปี ครั้งใหม่ที่ 31.62 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย. 2564 ก่อนจะกลับมาปรับตัวที่ระดับประมาณ 31.64-31.66 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในระยะสั้น เงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่า มีโอกาสแตะระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากมีปัจจัยกดดันดอลลาร์อ่อนค่าอยู่ รวมถึงโทนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ปรับมุมมองจากเดิมคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ที่ระดับ 0.50% แต่ปัจจุบันตลาดคาดว่าจะลดมากกว่า 2 ครั้ง
“ต้องรอดูหลังเฟดประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ หากเฟดเปลี่ยนมุมมองอาจจะเห็นเงินบาทหลุด 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปอีก 20 สตางค์ได้ แต่เชื่อว่าทางการพยายามเข้ามาดูแลอยู่ไม่ให้แข็งค่าเกินไป”
“บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7.7% เทียบต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ซึ่งเป็นผลมาจากดอลลาร์อ่อนค่าเกือบ 10% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด และมีการนำคนของตัวเองเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) จึงมีผลต่อการตัดสินใจนโยบายการเงิน โดยคาดว่าปีนี้จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง จากระดับปัจจุบัน 4.5% จากเดิมคาดว่าจะไม่ลดดอกเบี้ย และลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2569
และจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของเฟด ทำให้คนไม่กล้าลงทุน กระทบการจ้างงาน ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาค่อนข้างแย่ โดยตัวเลขการจ้างงานอยู่ที่ 22,000 ตำแหน่ง ซึ่งทำอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.3% สูงในรอบ 4 ปี ส่งผลให้เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย และจากความไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้คนเชื่อมั่นในสินทรัพย์สหรัฐลดลง สะท้อนจากพันธบัตรสหรัฐระยะยาว 30 ปี ปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น แนวโน้มดอลลาร์จะอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ และเงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะกดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้
“เรากังวลเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า จะเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจและภาคการส่งออกเพิ่มเติมได้ แต่ผลกระทบอาจจะอยู่ในบางหมวดสินค้าและบางเซ็กเตอร์ แต่คาดว่าหลังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการ ธปท. ใหม่เข้ามา น่าจะมีมาตรการมาดูแลเพิ่มเติมได้ เช่น สนับสนุนให้นักลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากโฟลว์ตอนนี้ไม่ค่อย Balance หรือมาตรการเกี่ยวกับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดัน”
สิ้นปีบาทส่อแตะ 31 บาท/ดอลล์
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) คาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อในระยะข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟด 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ ธปท.ลดอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ท่ามกลางการเกินบัญชีเดินสะพัด และเงินไหลเข้า ผ่านตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร
ทั้งนี้ INVX คาดการณ์ค่าเงินบาทเฉลี่ยที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์ในปี 2568 และ 32.20 บาท/ดอลลาร์ในปี 2569 โดยคาดว่าจะแข็งค่าสู่ช่วง 31.00 บาท/ดอลลาร์ ช่วงปลายปีนี้
ธปท.ยอมรับแข็งโป๊กนำภูมิภาค
โดย “พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 มาถึงปัจจุบัน (YTD) เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นประมาณ 7% อยู่ในกลุ่มนำเงินสกุลเงินภูมิภาค ซึ่งเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากการที่ผู้ร่วมตลาดคาดการณ์ว่าการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด มีแนวโน้มจะผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่เงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
“ในระยะถัดไป ตลาดการเงินยังมีความไม่แน่นอนสูง โดย ธปท.ยังคงติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดและเข้าดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ ธปท.อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางในการลดผลกระทบจากราคาทองคำต่อค่าเงินบาท ทั้งนี้ ภาคเอกชนควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดการเงิน”
ออกมาตรการมีผล ธ.ค. 68
นอกจากนี้ มีบทความ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า ธปท.จะมีการผ่อนคลายเกณฑ์เกี่ยวกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งในส่วนของ 1) มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท และ 2) หลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อให้เอกชนมีความสะดวกในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568
ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทโดยตรง แต่เน้นเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำธุรกรรมที่เป็น Real Flows ที่มีการค้า/การลงทุน/การชำระเงินรองรับ ตามแผนพัฒนา FX Ecosystem ซึ่งทำให้ธุรกรรมเงินขาไหลเข้า-ออกมีความสมดุลมากขึ้น
โดย ธปท.ยังคงมาตรการส่วนอื่น ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเก็งกำไรค่าเงินบาทไว้ตามเดิม ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทที่มีแรงกดดันด้านแข็งค่าในระยะนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากทิศทางเงินดอลลาร์ที่อ่อน และแรงหนุนจากราคาทองคำในตลาดโลก