ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชงกิโยตินกฎหมายปฏิรูปตลาดทุนไทย มั่นใจทำได้ภายใน 4 เดือน
ตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยข้อเสนอปฏิรูปตลาดทุนไทยต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเสนอมาตรการ Quick Win ที่ไม่ต้องผ่านสภา อย่างการปฏิรูปกฎหมายกิโยติน หากทำได้สำเร็จ จะช่วยลดต้นทุนภาคเอกชนได้ถึง 1.34 แสนล้านบาทต่อปี หรือราว 0.89% ของ GDP
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย เสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยระบุว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ต้องผ่านกระบวนการทางสภา แต่บางเรื่องสามารถดําเนินการได้ผ่านการออกพระราชกฤษฎีกา หากกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ จึงเสนอมาตรการเร่งด่วนที่สามารถทำได้ภายใน 4 เดือน ซึ่งมาตรการที่สามารถทำได้เร็วที่สุดในตอนนี้ คือ การปฏิรูปกฎหมายกิโยติน (Guillotine)
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจผ่านโครงการ Regulatory Guillotine เพื่อลดกฎหมายล้าสมัย ลดขั้นตอนการอนุญาตที่ซ้ำซ้อน และปรับกฎหมายให้ทันสมัยรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยหากทำได้สำเร็จ จะช่วยลดต้นทุนภาคเอกชนได้ถึง 1.34 แสนล้านบาทต่อปี หรือราว 0.89% ของ GDP
ดังนั้น จึงเสนอให้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจไปพร้อมกัน โดยหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ สามารถดำเนินการแก้ไขในรูปแบบ Omnibus Law หรือการออกกฎหมาย “ฉบับเดียว” ที่แก้ไข/เพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายหลายเรื่อง หลายมาตรา หรือหลายฉบับพร้อมกันได้ เนื่องจากมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถทำได้ใน 4 เดือนแน่นอน
2. การปรับปรุงกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน แบ่งออกเป็น 3 ข้อใหญ่ ๆ ดังนี้
– Demand Side เพิ่มเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดทุน ขยายฐานผู้ลงทุน โดยส่งเสริมการออมของผู้เยาว์ และสร้าง Trust & Confidence ด้วยมาตรการป้องกันการทุจริต ยกระดับความโปร่งใส และเพิ่มการคุ้มครองผู้ลงทุน
– Supply Side สนับสนุนให้ ธุรกิจ New Economy มีการทำ M&A รวมถึงนำธุรกิจดังกล่าวเข้าจดทะเบียน และขยายประเภทธุรกิจที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ เช่น DR, ETFs ที่อ้างอิง Carbon Credit และเพิ่มความเข้มแข็งของบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+, ส่งเสริมการระดมทุนของ Mid-Cap & Small-Cap Companies และสนับสนุนการทำ M&A ของบริษัทจดทะเบียน
– Tax & Regulations ปรับปรุง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และพ.ร.บ. บริษัทมหาชน เพื่อขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริม M&A และเพิ่มความยืดหยุ่นให้บริษัทในการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ รวมถึงผลักดันระบบ eTax-Filing & eTax-Invoicing เพื่อเพิ่มรายได้ภายรัฐ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศ
3. การปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศ โดยการขยายฐานภาษี ผ่านการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและครอบคลุมยิ่งขึ้น, การกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเหมาะสม และปรับปรุงอัตราภาษีให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการเสียภาษีของประชาชนและภาคธุรกิจ,
การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บภาษี เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับประสิทธิภาพของระบบสรรพากร เช่น การส่งเสริมให้มีการยื่นแบบการเสียภาษีทุกประเภทผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (eTax-Filing/eTax-Invoicing) แบบครบวงจร เป็นต้น รวมถึงการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายภาษีเฉพาะด้าน เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิผลในการจัดเก็บ
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจและเห็นด้วยกับการทำมาตรการ Quick Win ในตลาดทุนไทย ที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมายในสภาซึ่งใช้เวลานาน โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมการอนุญาตเรื่องต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ และการลดขั้นตอนของบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที โดยอาจจะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อดําเนินงานต่อ และคาดว่าจะเห็นผลในวาระแรกของการประชุม ครม. ในอีก 2 เดือนข้างหน้าสําหรับมาตรการที่ทําได้เร็ว
นอกจากนี้ การเดินหน้าโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการขอยกเว้นภาษีเงินปันผลสามารถทำได้ผ่านการออกพระราชกฤษฎีกา ซึ่งอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหารและสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการออกเป็นพระราชบัญญัติ