บาทผันผวน หลังรัฐบาลสหรัฐได้เริ่มเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการ นับเป็นการปิดทำการของรัฐบาลครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี และเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สาเหตุเกิดจากความล้มเหลวของวุฒิสภาในการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อวันที่ 30 กันยายน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (01/10) ที่ระดับ 32.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (30/09) ที่ระดับ 32.38/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยคืนที่ผ่านมา ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวลง 3.6 จุด สู่ระดับ 94.2 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 96.0 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่อ่อนแอ
โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานเพิ่มขึ้น 19,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.227 ล้านตำแหน่งในเดือน ส.ค. จากระดับ 7.208 ล้านตำแหน่งในเดือน ก.ค. ขณะที่การจ้างงานลดลง 114,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 5.126 ล้านตำแหน่ง และตัวเลขปลดออกจากงานลดลง 62,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 1.725 ล้านตำแหน่ง
ทั้งนี้ ตัวเลข JOLTS เป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของเฟด ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ถึงภาวะชะลอตัวในตลาดแรงงาน และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งถัดไป
ล่าสุด FedWatch ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 97% ต่อการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 28-29 ต.ค. นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐได้เริ่มเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ ซึ่งนับเป็นการปิดทำการของรัฐบาลครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี และเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สาเหตุเกิดจากความล้มเหลวของวุฒิสภาในการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อวันที่ 30 กันยายน
โดยพรรคเดโมแครตได้ขัดขวางข้อเสนอของพรรครีพับลิกันที่ต้องการให้รัฐบาลสามารถดำเนินงานต่อไปได้ชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถบรรลุเสียงสนับสนุนขั้นต่ำ 60 เสียงได้ ความขัดแย้หลักอยู่ที่ประเด็นด้านสวัสดิการสุขภาพ โดยเดโมแครตเรียกร้องให้ขยายเงินอุดหนุนตามกฎหมาย Affordable Care Act และฟื้นฟูสิทธิ์ของผู้อพยพบางกลุ่ม ขณะที่รีพับลิกันคัดค้านและเสนอให้คงงบประมาณเดิมไว้เพื่อให้มีเวลาเจรจาเพิ่มขึ้น
ทั้งสองพรรคต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์ โดยทรัมป์กล่าวหาว่าเดโมแครตต้องการให้เกิดการชัตดาวน์เพื่อผลักดันนโยบายดูแลสุขภาพฟรีแก่ผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา โต้กลับว่าเป็นความรับผิดชอบของทรัมป์ พร้อมยืนยันว่าไม่มีงบประมาณของรัฐบาลกลางถูกใช้เพื่อดูแลสุขภาพของผู้อพยพผิดกฎหมายเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (01/10) ที่ระดับ 1.1738/39 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (30/09) ที่ระดับ 1.1744/1.1745 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ
โดยเมื่อวานนี้ (30/09) ยอดค้าปลีกของเยอรมนีในเดือนสิงหาคมลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น โดยยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และทางไปรษณีย์ลดลงถึง 2.0% ขณะที่ยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหารลดลง 1.0% สะท้อนบรรยากาศการใช้จ่ายที่ซบเซาในช่วงกลางฤดูร้อน ซึ่งเกิดจากความกังวลทางเศรษฐกิจที่ทำให้ครัวเรือนเลือกออมเงินมากขึ้น และลดการจับจ่ายใช้สอยลงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1738-1.1767 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1744/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (01/10) ที่ระดับ 147.96/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (30/09) ที่ระดับ 147.63/64 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจาก คณะกรรมการ BOJ เริ่มมีเสียงแตก
โดยกรรมการ 2 รายเสนอให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน สะท้อนแรงกดดันต่อผู้ว่าการคาซูโอะ อูเอดะ ให้เร่งปรับนโยบายการเงิน ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูงและเงินเยนอ่อนแตะระดับ 150 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตลาดคาดโอกาส 50% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมปลายตุลาคม
ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงภายในบอร์ดและปัจจัยการเมืองอาจเร่งให้ BOJ ขยับเร็วกว่าที่คาด แม้อูเอดะยังไม่เชื่อว่าเงื่อนไขพร้อมเต็มที่ในเดือนตุลาคม ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.16-147.94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 147.16/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
เงินบาทปิดตลาด 32.34/35 บาท/ดอลลาร์
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (01/10) ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ชะลอตัวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงและสินค้าคงคลังสูง ขณะที่การบริโภค การส่งออก และการลงทุนทรงตัว โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐเริ่มลดลงจากผลกระทบมาตรการภาษี
ส่วนโครงการ “คนละครึ่ง” แม้ช่วยเสริมความเชื่อมั่น แต่คาดว่าจะกระตุ้น GDP ได้ไม่ถึง 0.4% เนื่องจากเป็นเงินโอนที่ไม่สร้างงานโดยตรง
นอกจากนี้ รมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยแผน “Big Quick Win” 5 เสาหลักในช่วง 4 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและวางรากฐานระยะยาว ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว, ลดภาระหนี้ประชาชน, เพิ่มสภาพคล่อง SMEs, ส่งเสริมการออม และการลงทุนเพื่ออนาคต โดยตั้งเป้าให้ GDP ไตรมาส 4/68 โตเกิน 0.3%, หนี้ครัวเรือนลดต่ำกว่า 87.4% ต่อ GDP และเพิ่มเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.30-32.51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.34/35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ก.ย.จาก ADP (1/10), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน ก.ย. จาก S&P Global (1/10), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ก.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) (1/10), การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน ส.ค. (1/10),
จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (2/10), ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน ส.ค. (2/10), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ย. (3/10), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ก.ย.จาก S&P Global (3/10), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ก.ย. จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) (3/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.25/-7.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -6.25/-5.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ