คงไม่มีใครคิดฝันกันมาก่อนว่า ราคาทองคำจะพุ่งแรงมากขนาดนี้ ล่าสุด ทองคำโลก (Gold Spot) ใกล้แตะ 4,000 เหรียญแล้ว ส่วนทองแท่ง (ไทย) ก็ทะลุ 60,000 บาทเข้าไปแล้ว
นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก ชี้ว่า ราคาทองคำยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 ปรับขึ้นแล้วกว่า 16% ส่งผลให้นักวิเคราะห์เตือนนักลงทุนให้ระวังแรงขายทำกำไรในระยะสั้น
ดังนั้น คาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำในเดือน ต.ค.นี้จะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 3,900-4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งหากราคาหลุดแนวรับที่ระดับล่างของกรอบดังกล่าว นักลงทุนควรชะลอการลงทุนเพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
“ทองโลกมีโอกาสถึง 4,000 เหรียญ แต่ที่ผ่านมา ทองขึ้นมามากแล้ว ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันขึ้นมา 50% แล้ว ส่วนทองไทยขึ้นมาประมาณ 43% จากต้นปี ซึ่งปกติถ้าดูข้อมูลย้อนหลังไปในช่วงประมาณ 20 ปี จะขึ้นเฉลี่ยแค่ปีละประมาณ 10-15% หรือบางปีสูงสุดก็แค่ 25% เท่านั้น ดังนั้น ถ้าถึง 4,000 เหรียญเมื่อไหร่ ก็มีโอกาสที่จะถูกเทขายออกมาทำกำไร จึงมองว่า จุดที่ 4,000 เหรียญ ต้องระวัง”
ทั้งนี้ หากทองโลกขึ้นไป 4,000 เหรียญ ทองแท่งในประเทศก็คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแถว ๆ 61,500-61,700 บาท
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การที่มองว่าราคาทองคำในเดือน ต.ค. ยังไปต่ออีกนั้น มาจากการประเมินว่า มีปัจจัยความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำวันที่ 28-29 ต.ค.นี้ เนื่องจากการจ้างงานสหรัฐยังคงซบเซา โดยเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อใกล้เคียงกับคาดการณ์ และยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
โดยทางธนาคารกลางของประเทศในกลุ่ม BRIC โดยเฉพาะจีน เดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงในระบบทุนสำรอง ลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า การส่งออกทองคำจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังจีน ในเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้นถึง 254% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. สะท้อนแนวโน้มการสะสมทองคำที่ยังคงดำเนินต่อไป
“ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐได้เริ่มปิดการดำเนินงาน หรือชัตดาวน์ อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นการปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี และครั้งที่ 3 ภายใต้การบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ อาทิ ตัวเลขการจ้างงาน ตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศในช่วงกลางเดือนนี้ไม่สามารถประกาศได้ ทำให้แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีความไม่แน่นอน”
ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้ายังมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจีนประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับเส้นใยแก้วนำแสงที่นำเข้าจากสหรัฐ สร้างความกังวลต่อนักลงทุนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ และยังเรียกร้องให้ สหภาพยุโรป (EU) เก็บภาษีศุลกากรจากอินเดีย และจีน ในอัตราสูงสุดถึง 100%
เพื่อตอบโต้การที่ทั้ง 2 ประเทศยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ขณะเดียวกัน EU เตรียมมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รอบที่ 19 พร้อมเพิ่มความช่วยเหลือแก่ยูเครน
“นอกจากนี้ความไม่แน่นอนของสงครามการค้ารอบใหม่ และความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียไม่เคยคัดค้านการที่ยูเครนจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) และเขาคิดว่ายังคงเป็นไปได้ที่จะหาฉันทามติในประเด็นการรับประกันความมั่นคงของรัสเซียและยูเครน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย”
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สำหรับการลงทุนช่วงนี้ไม่แนะนำให้เข้าซื้อเก็งกำไร แต่หากมีทองอยู่ในพอร์ตอยู่แล้วสามารถถือต่อไปได้ และหากราคาร่วงลงมาก็สามารถขายทำกำไรได้
นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า สถานีต่อไปของราคาทอง แนวต้านที่ 4,000 เหรียญ เป็นแนวต้านที่แข็งแกร่ง หากผ่านไปได้จะไปถึง 4,300 เหรียญได้ ขณะที่ทองแท่ง แนวต้านที่ 61,400 บาท หากผ่านไปได้ มีโอกาสไปถึง 65,000 บาท
“ตรงจุด 4,000 เหรียญ ก็น่าจะเริ่มมีแรงเทขาย ในทางเทคนิคก็ดูว่าจะซื้อมากเกินไปแล้ว ผลตอบแทน 50% แล้ว ซึ่งหากไปแตะตรงนั้น คนก็อาจจะขายออกมาก่อน แต่มองระยะยาวก็ยังไปได้อีก พอราคาลงแรง ๆ คนก็จะกลับไปซื้อ