Skip to content

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2025 : ฝ่าคลื่นลมการค้าโลกและเทคโนโลยี

12 ต.ค. 2568 | 19:09น.
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2025 : ฝ่าคลื่นลมการค้าโลกและเทคโนโลยี
คอลัมน์ : นอกบท
ผู้เขียน : ศรัณย์วุฒิ ตรรกพงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโสธนาคารโลก 
        [email protected]

ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายเชิงโครงสร้างสำหรับเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น รายงาน Jobs : East Asia and Pacific Economic Update-October 2025 ของธนาคารโลกได้ฉายภาพชัดเจนว่า ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกและพลวัตของตลาดแรงงานไทย

ไทยในฐานะประเทศเศรษฐกิจเปิด : จุดแข็งและจุดอ่อนท่ามกลางคลื่นลม

ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงถึง 59% ของ GDP โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลัก (คิดเป็น 10% ของการส่งออกทั้งหมด) เศรษฐกิจไทยจึงมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของนโยบายการค้าโลกเป็นพิเศษ การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 19% และการกำหนดโควตาสินค้าเกษตรโดยสหรัฐ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียเคยได้รับอานิสงส์จากการเป็น “สะพานเชื่อม” ทางการค้า แต่ปัจจุบันบทบาทดังกล่าวเริ่มถูกจำกัดด้วยมาตรการที่ซับซ้อนขึ้น เช่น กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ที่เข้มงวด สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพิงการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืนอีกต่อไป

ผลกระทบต่อการส่งออกและตลาดแรงงาน : เมื่อเทคโนโลยีซ้ำเติมความท้าทาย

การคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกไทยในปี 2025 อยู่ที่ 2.6% (ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงจาก 5.8% ในปี 2024 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ามีแนวโน้มชะลอตัวจากผลกระทบของมาตรการภาษีและความไม่แน่นอนทางนโยบาย รายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในภาคส่งออกได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาสินค้าและปริมาณการส่งออกที่ลดลง แต่ความท้าทายไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าเท่านั้น รายงานฉบับเดียวกันนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี ประเทศไทยมีการนำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาใช้ แม้จะช่วยเพิ่มการจ้างงานโดยรวม แต่กลับสร้างผลกระทบที่ไม่เท่าเทียม

โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมยาง/พลาสติกมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด คือมีความต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้น เช่น วิศวกร ผู้จัดการ เป็นต้น สวนทางกับความต้องการแรงงานในสายการผลิตที่ใช้ทักษะซ้ำ ๆ ที่ลดลง ข้อมูลจากปี 2018-2022 ใน 5 ประเทศอาเซียน (รวมไทย) พบว่า การใช้หุ่นยนต์สร้างงานใหม่สำหรับแรงงานทักษะสูงได้ถึง 2 ล้านตำแหน่ง ในขณะเดียวกันก็ทำให้แรงงานทักษะต่ำในระบบ 1.4 ล้านคนต้องออกจากงาน ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสองชั้น : การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลก

ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเผชิญในปี 2025 ไม่ใช่เพียงภาวะชะลอตัวตามวัฏจักร แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก การบรรจบกันของความตึงเครียดทางการค้าเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วได้สร้างสภาวะความเป็นจริงแบบใหม่ ซึ่งเปลี่ยนเส้นทางการเติบโตที่ประเทศไทยเคยพึ่งพามาโดยตลอด

โจทย์เฉพาะหน้าที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วนนั้นมีความชัดเจน : การชะลอตัวของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ประชาชาติและการจ้างงาน แม้ว่าการเร่งสรุปข้อตกลงทางการค้าที่อยู่ระหว่างเจรจา โดยเฉพาะกับคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป จะเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและปฏิบัติได้จริงเพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะหน้าและรักษาการเข้าถึงตลาด แต่การเจรจาการค้านั้นเป็นเพียงกลยุทธ์เชิงยุทธวิธีภายใต้ความจำเป็นในการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ในภาพกว้าง

ความท้าทายที่ลึกซึ้งและยาวไกลกว่านั้น คือ การปรับตัวให้เข้ากับโลกที่การสร้างมูลค่ากำลังเปลี่ยนรูปแบบไป ดังที่รายงาน Jobs : East Asia and Pacific Economic Update ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังแบ่งแยกตลาดแรงงานออกจากกัน ความต้องการแรงงานทักษะต่ำในสายการผลิตลดลง สวนทางกับความต้องการแรงงานที่ใช้ทักษะเชิงเทคนิคและวิเคราะห์ขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น

นี่ไม่ใช่แนวโน้มในอนาคตอีกต่อไป แต่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมของไทยแล้วในปัจจุบัน

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นสำหรับประเทศไทย ต้องตั้งอยู่บน “สองเสาหลัก”

1.การวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในตลาดโลก : นอกเหนือจากการกระจายและขยายตลาดส่งออก การขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมเดิม เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น และการขยายตัวอย่างจริงจังสู่ภาคบริการที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะการบริการดิจิทัล ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์น้อยกว่าภาคการผลิตแบบดั้งเดิม จึงมีความยืดหยุ่นและช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศได้

2.การปรับตัวของทุนมนุษย์ : การปฏิรูปการศึกษาและการสร้างระบบพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานที่คล่องตัวและต่อเนื่อง ถือเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายคือการสร้างแรงงานที่ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสายพานการผลิต แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการสร้างมูลค่า

โดยสรุป ความท้าทายในปัจจุบันคือตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องเปลี่ยนจากการรับมือความผันผวนทางการค้าในระยะสั้น ไปสู่การวางแผนเพื่อปรับโครงสร้างในระยะยาว ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านนี้จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในทศวรรษหน้า และนิยามบทบาทใหม่ของไทย ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่เป็นผู้เล่นที่คิดค้นนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่