บาทอ่อนค่า ที่สุดในรอบ 2 เดือน กนง.คงดอกเบี้ย
บาท เงินบาท กนง.
เงินบาทอ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 เดือน กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ระดับ 1.50% ต่อปี จับตาสหรัฐชัตดาวน์ หลังพรรครีพับลิกันกำลังเจรจากับพรรคเดโมแครตเพื่อแก้ไขปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 6-10 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (6/10) ที่รดับ 32.41/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/10) ที่ระดับ 32.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเปิดตลาดวันจันทร์ (6/10) แข็งค่าตามการอ่อนค่าของค่าเงินเยน ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันในสภาคองเกรสยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณชั่วคราว
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่า หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า พรรครีพับลิกันกำลังเจรจากับพรรคเดโมแครตเพื่อแก้ไขปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ หรือชัตดาวน์ ซึ่งการเจรจาเป็นไปด้วยดี อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจะเผชิญแรงกดดันให้หาทางยุติภาวะชัตดาวน์ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ทหารประจำการกว่า 1.3 ล้านนาย รวมทั้งสมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติหลายแสนนาย และเจ้าหน้าที่พลเรือนจำนวนมากของกระทรวงกลาโหม จะไม่ได้รับเงินเดือนตามกำหนดในวันที่ 15 ต.ค.
อย่างไรก็ดี วุฒิสภาสหรัฐประสบความล้มเหลวในการผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเป็นครั้งที่ 6 ในวันพุธ (8/10) ส่งผลให้การปิดหน่วยงานของรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป โดยวุฒิสมาชิกได้ลงมติผลักดันร่างกฎหมายการจัดสรรงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียง 54 ต่อ 45 แต่คะแนนสนับสนุนไม่ถึง 60 คะแนน ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการผ่านร่างกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลมีงบประมาณไปจนถึงวันที่ 21 พ.ย.
นอกจากนี้ดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนหลังการเปิดเผยรายการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประจำเดือน ก.ย. (16-17/09) ที่ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ขณะที่สตีเฟน มิแรน โหวตสวนมติในที่ประชุม โดยเขาลงมติให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% กรรมการเฟดมีความเห็นตรงงกันว่าความเสี่ยงที่มีต่อตลาดแรงงานของสหรัฐ ได้เพิ่มขึ้นมากพอที่เฟดจะเห็นสมควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่กรรมการเฟดยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อสูง
โดยการประชุมครั้งนี้ กรรมการเฟดได้มีการหารือกันในประเด็นที่ว่าต้นทุนการกู้ยืมกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากเพียงใด แม้ว่ากรรมการเฟดส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่เฟดจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในปีนี้ แต่กรรมการเฟดไม่ได้ระบุถึงช่วงเวลาในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% ก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนการคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐนั้น เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับ 1.6% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 1.4% ขณะที่คงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อและอัตราว่างงานในปีนี้
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันจันทร์ (6/10) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยดัชนี CPI ของไทยเดือน ก.ย. 2568 อยู่ที่ระดับ 100.11 ลดลง -0.72% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 จากราคาพลังงาน
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.33-32.82 บาท/ดอลลาร์
ในวันพุธ (8/10) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ระดับ 1.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมา อยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ คณะกรรมการประเมินว่า เศรษกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้ โดยภาคส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐ ขณะที่การท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงก่อนจะทยอยฟื้นตัวในระยะข้างหน้า
คณะกรรมการเห็นว่านโยบายการเงิน ควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ โดยกรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีจำกัด จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากราคาในหมวดพลังงาน และอาหารสดเป็นสำคัญ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดลงของราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัว และคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.33-32.82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/10) ที่ระดับ 32.75/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (6/10) ที่ระดับ 1.1709/10 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/10) ที่ระดับ 1.1738/39 ดอลลาร์สหรัฐ/ยุโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่า สะท้อนแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศส หลังนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลอกอร์นู ประกาศลาออกเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเข้ารับตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองซ้ำซ้อน โดยมีข้อเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการลาออกของนายเลอกอร์นูและมองว่าประธานาธิบดีมาครงเป็นต้น เหตุของวิกฤตการเมืองครั้งนี้
นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงถึง 113.9% ของ GDP และการขาดดุลงบประมาณที่เกือบสองเท่าของเพดานที่ EU กำหนดไว้ที่ 3% ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินยูโร ด้านเศรษฐกิจยูโรโซน โดยเฉพาะเยอรมนีก็ส่งสัญญาณอ่อนแอ โดยคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคมลดลง 0.8% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตอุตสาหกรรมลดลงถึง 4.3% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 4 เท่า โดยมีสาเหตุหลักจากการปิดโรงงานในช่วงวันหยุดและการปรับสายการผลิตในภาคยานยนต์
ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1541-1.1741 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/10) ที่ระดับ 1.1576/79 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (6/10) ที่ระดับ 149.78/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/10) ที่ระดับ 147.35/36 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่าหลังจาก นางซานาเอะ ทาคาอิจิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในของญี่ปุ่น ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเป็นการปูทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น รวมทั้งสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลัง ทำให้ตลาดคาดว่า BOJ จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้เยนอ่อนค่าและเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก
ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารถูกกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำ ส่วนหุ้นที่พึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศและบริษัทขนาดเล็กได้รับแรงหนนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนสิงหาคม คงสะท้อนภาพการฟื้นตัวของการบริโภค โดยค่าใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2.3% และรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.8% แม้ค่าจ้าแท้จริงจะลดลง 1.4% จากเงินเฟ้อที่ยังสูง ขณะเดียวกันยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง 4.8% และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคยานยนต์ลดลงจากต้นทุนสูงและอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอตัว
ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.62-150.73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/10) ที่ระดับ 152.85/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ