ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMB ประกาศกำไรสุทธิ งวด 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 1,830.4 ล้านบาท ลดลง 3.2% เหตุการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 59.5% เพื่อความระมัดระวัง ด้านส่วนต่างดอกเบี้ย หรือ NIM ปรับลดลงจาก 2.3% เหลือ 1.9% ตามรายได้ดอกเบี้ยลดลงจากการให้สินเชื่อ หนี้เสียทรงตัวที่ระดับ 2.6%
นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร สำหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 10,549.4 ล้านบาท ลดลง 236.1 ล้านบาท หรือ 2.2% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2567 สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 15.1% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 0.5% สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่น 34.0%
กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 5,248.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,037.5 ล้านบาทหรือ 24.6% เนื่องจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 19.4% สุทธิกับการลดลงของรายได้จากการดำเนินงาน 2.2%
กำไรสุทธิจำนวน 1,830.4 ล้านบาท ลดลงจำนวน 59.9 ล้านบาท หรือ 3.2% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกัน สาเหตุหลักเกิดจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพิ่มขึ้น 59.5% โดยเป็นการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความระมัดระวังและเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2568 และ 2567 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1,094.0 ล้านบาท หรือ 15.1% จากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงจำนวน 5.1 ล้านบาท หรือ 0.5% สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของค่าธรรมเนียมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุทธิกับการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่นจำนวน 863.0 ล้านบาท หรือ 34% ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเงินลงทุน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือนปี 2568 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2567 ลดลงจำนวน 1,273.5 ล้านบาทหรือ 19.4% สาเหตุหลักมาจากการลดลงของค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขายและการลดลงของค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงสุทธิกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 อยู่ที่ 50.2% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2567 อยู่ที่ 61.0%
อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin-NIM) สำหรับงวด 9 เดือนปี 2568 อยู่ที่ 1.9% ลดลงจากงวดเดียวกันปี 2567 อยู่ที่ 2.3% เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่น และเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 242.1 พันล้านบาท ลดลง 3.7% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567
กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 318.5 พันล้านบาท ลดลง 1.7% จากสิ้นปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 324.0 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารลดลงเป็น 76.0% จาก 77.6% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567
สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 6.3 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 2.6% คงที่เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เป็นผลจากการที่กลุ่มธนาคารมีนโยบายการจัดการความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่อที่รัดกุม มาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงแนวทางในการเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีอยู่ และการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 อยู่ที่ 158.1% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 149.0% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 9.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท
เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 30 กันยายน 2568 มีจำนวน 61.4 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง 21.1% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 16.6%