ราคาทองคำ พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง หลายสถาบันการเงิน รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำ มีการปรับเป้าหมายราคาเพิ่มขึ้นหลายครั้ง ทว่า ล่าสุดกลับดิ่งลงอย่างรุนแรง จากการถูกเทขายออกมา ลองมาดูในมุมของผู้บริหารกองทุน หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ว่า จะให้น้ำหนักกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นนี้แค่ไหน
ทองคำยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ กล่าวว่า ประเมินว่าทองคำยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น แม้ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ทยอยสะสมทองคำต่อเนื่อง
“ราคาทองคำปรับขึ้นมามากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่า 100% แม้จะอาจมีจังหวะปรับฐานบ้าง แต่ภาพรวมเรายังเชื่อว่าทองคำอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น เพราะมีปัจจัยบวกที่หนุนอยู่หลายเรื่อง”
โดยปัจจัยหนุนหลักของทองคำในปัจจุบันคือ ความอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งทำให้นักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลกทยอยปรับพอร์ต (Reallocate) ออกจากสินทรัพย์ที่อิงดอลลาร์ มาสู่ทองคำมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐ เช่น จีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่มการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและไม่มีสัญญาณอ่อนตัวชัดเจนจากผลของมาตรการภาษีและสงครามการค้า ก็ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญให้ราคาทองคำแข็งแกร่งในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ อีกปัจจัยหนึ่งคือกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ที่ไหลเข้าทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าผู้ลงทุนอยากจัดสรรพอร์ตมาลงทุนทองคำ แต่ไม่อยากถือทองคำจริง หรือซื้อผ่านแอปเอง การลงทุนใน Gold ETF ก็เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกกว่า ซึ่งกองทุนของทิสโก้มีการลงทุนใน SPDR Gold Trust ทั้งหมด และป้องกันความเสี่ยงค่าเงินประมาณ 90%”
นายสาห์รัชกล่าวว่า นักลงทุนควรมีทองคำในพอร์ตในสัดส่วน ประมาณ 5-10% เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่มีรายได้ แต่สามารถสร้างผลตอบแทนได้จากความต้องการซื้อของตลาดและกระแสการลงทุนทั่วโลก
“เรายังไม่เห็นปัจจัยลบที่ชัดเจนต่อทองคำในตอนนี้ เว้นแต่ว่าราคาจะขึ้นเร็วเกินไป แต่หากมีการปรับฐาน นักลงทุนส่วนใหญ่ก็พร้อมจะเข้าซื้อเพิ่ม เพราะทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน”
ให้น้ำหนักลงทุนเป็นกลาง
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า บริษัทมีมุมมองต่อการลงทุนในทองคำอยู่ในระดับ “Neutral” หรือเป็นกลาง หลังจากก่อนหน้านี้เคยให้น้ำหนักเชิงบวก (Positive) เนื่องจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมามากจนเริ่มสะท้อนปัจจัยบวกไปแล้ว
“นักลงทุนที่มีทองคำอยู่แล้ว สามารถถือไว้ต่อได้ แต่ยังไม่แนะนำให้ซื้อเพิ่มในระดับราคาปัจจุบัน หากต้องการทยอยสะสม ควรรอจังหวะเมื่อราคาย่อตัวลงก่อน”
ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทยแนะนำให้นักลงทุนถือทองคำไว้ในพอร์ตประมาณ 5% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในช่วงปลายปี ยังเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากราคาปรับขึ้นมาแรงแล้ว อีกทั้งแรงหนุนจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มชะลอลง ขณะที่สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็อาจมีทิศทางคลี่คลาย หากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามามีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการยุติสงคราม
“ตอนนี้เราเห็นแรงเก็งกำไรระยะสั้นในทองคำจากนักลงทุนจำนวนหนึ่ง แต่ในภาพรวมปัจจัยหนุนราคาทองคำเริ่มลดลงทีละอย่าง ทำให้ประเมินได้ยากว่าจะขึ้นต่อได้มากน้อยเพียงใด เพราะมันขึ้นมาเยอะมากแล้ว”
เตือนระยะสั้นระวังผันผวน
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) กล่าวว่า ปัจจุบันราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงตามกระแสเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากหันมาใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์สำหรับป้องกันความเสี่ยง (Hedge) แต่ในระยะสั้นอาจต้องระมัดระวัง เนื่องจากราคาปรับขึ้นมามากพอสมควรแล้ว
“ต้องระวังเรื่องความผันผวน แม้จะยังเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทในพอร์ต แต่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักจากที่เราเคยแนะนำไว้ คือไม่เกิน 5-10% ของพอร์ตทั้งหมด”
อย่างไรก็ดี การจะลงทุนเพิ่มหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของนักลงทุนแต่ละราย และระดับความสามารถในการรับความเสี่ยง เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีทั้ง “ขึ้นและลง” ไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวเสมอไป โดยเฉพาะในภาวะที่ปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจทั่วโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคาดเดายาก
“วันนี้เรามีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เช่น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่บางครั้งเพียงคำพูดของผู้นำประเทศก็สามารถทำให้ตลาดผันผวนได้ ดังนั้น ทองคำจึงยังเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะจะถือไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงมากกว่าการเพิ่มน้ำหนักลงทุน”
ไม่ควรถือเกิน 10% ของพอร์ต
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากตั้งแต่ต้นปี ทำให้ในช่วงที่เหลือของปีนี้อาจมีความผันผวนและอัพไซด์เริ่มจำกัด แม้แนวโน้มระยะยาวยังเป็นบวกก็ตาม
ทั้งนี้ หากมีข่าวดีออกมาต่อเนื่อง อาจเห็นแรงเทขายทองคำในระยะสั้น อาจจะมีความผันผวน แต่ภาพรวมยังคงแนะนำให้ถือทองคำในระยะยาว เพราะยังมีบทบาทในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้ดี
“เราประเมินว่าสัดส่วนทองคำในพอร์ตการลงทุน ควรอยู่ที่ไม่เกิน 10% เพราะราคาปรับขึ้นมาค่อนข้างแรงแล้ว หากราคาทองคำปรับลงมาต่ำกว่า 3,900 ดอลลาร์ ค่อยทยอยสะสมเก็บเพิ่ม”