Skip to content

‘ดร.กอบศักดิ์’ เสนอ 4 นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อนหมดช่วงฮันนีมูนการเมือง

21 ต.ค. 2568 | 18:35น.
‘ดร.กอบศักดิ์’ เสนอ 4 นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อนหมดช่วงฮันนีมูนการเมือง

ดร.กอบศักดิ์ เสนอ 4 นโยบายสำคัญให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าในช่วงที่เหลือ ชูแนวคิด “การเลือกทำ” และ “การลงมือทำ” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเตือนหากช้า ไทยอาจร่วงสู่อันดับ 5-6 ของอาเซียนภายในปี 2030

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา “4 เดือน: สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่” ว่าหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศในช่วงเวลานี้คือ “การเลือกทำ” โดยรัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายชัดเจนและลงมือทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.กอบศักดิ์ เสนอ 4 นโยบายหลักที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในช่วงเวลาที่เหลือของปี ได้แก่

1.การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เติมเงินในกระเป๋าประชาชน เน้นให้ประชาชน “มีเงินใช้จริง” เพราะถึงแม้ GDP จะเติบโต 4% แต่ประชาชนอาจยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง พร้อมเห็นด้วยกับโครงการที่รัฐบาลดำเนินอยู่แล้ว เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวด้วยกัน” ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้รวดเร็ว โดยยกย่องทีมเศรษฐกิจชุดนี้ว่าไม่เขินอายที่จะใช้นโยบายคนอื่น ทำให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างรวดเร็ว

2.นโยบายคานยัก 10X ใช้เงินน้อย ได้ผลสูง เน้นการใช้นโยบายที่ใช้เงินน้อยแต่สร้างผลกระทบสูง โดยเสนอ 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่

– SMGT สนับสนุนสินค้าไทยและ SME ให้รัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทย โดยให้แต้มต่อ SMEs เช่น อนุญาตให้เสนอราคาสูงกว่าบริษัทใหญ่ได้ไม่เกิน 10% เพื่อแข่งขันกับสินค้านำเข้า

– เพิ่มงบประมาณและบุคลากรให้หน่วยงานที่หาเงินเข้าประเทศ เช่น ททท., กระทรวงพาณิชย์, EXIM Bank และ BOI โดยจัดสรรงบประมาณเพิ่มอย่างน้อย 2-3 เท่า และเพิ่มอัตรากำลัง 3-5 ปี เพื่อเพิ่มรายได้จากภายนอก

3.การเปิดประตูน้ำ ปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อผลระยะยาว (Long-lasting Impact) มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนแม้ดำเนินการในเวลาเพียง 4 เดือน โดยเสนอให้เปิดทางให้บริษัทที่ได้รับสิทธิ BOI สามารถนำเข้าตลาดทุนผ่าน IPO ได้ รวมถึงผลักดัน TISA การปฏิรูประบบการออมเพื่อเกษียณอายุ และกฎหมายกิโยติน (Guillotine) เพื่อตัดกฎหมายล้าสมัยและกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

4.การใช้เงินของคนอื่นสร้างความเชื่อมั่น เนื่องจากรัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ควรดึงเงินจากภาคเอกชนและภาคการเงินมาใช้ประโยชน์ โดยสร้างความเชื่อมั่นเป็นตัวขับเคลื่อน เช่น การเร่งโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ในพื้นที่ EEC อย่างสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการปรับกฎให้สามารถยึดคืนโครงการที่ประมูลเกิน 5 ปีแต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ เพื่อแสดงให้เห็นว่า “เอาจริง”

นอกจากนี้ ดร.กอบศักดิ์ ยังเน้นว่าการลงมือทำ (Execute) คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ โดยเสนอหลักการบริหารแบบ “1 คน 1 ทีม 1 เรื่อง” ให้รัฐมนตรีแต่ละคนรับผิดชอบเพียง 1 เรื่องหลัก และต้องทำให้สำเร็จเดือนละ 1 เรื่อง หากรัฐมนตรี 5-6 คนทำได้ตามเป้า ภายใน 4 เดือน ประเทศก็จะมีผลงานจับต้องได้ถึง 20 เรื่อง

ดร.กอบศักดิ์ ยังเตือนด้วยว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจะ “แพ้ประเทศอื่นในอาเซียน” และอาจร่วงไปอยู่อันดับที่ 5 หรือ 6 ภายในปี 2030 ตามการประเมินของ IMF พร้อมระบุว่า “ช่วงเวลาฮันนีมูนทางการเมือง” เหลือเพียง 1 เดือน ก่อนที่รัฐบาลจะเผชิญแรงกดดันจากการเมืองและการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงควรเร่งเดินหน้านโยบายสำคัญในช่วง 4 เดือนนี้อย่างเต็มที่