ก.ล.ต. คุมเข้ม Short Selling–Margin Loan เตรียมทดสอบ “ซิเคียวริตี้บูโร” พ.ย. นี้
ก.ล.ต.เผยแผนยกระดับตลาดทุนไทยปี’68 เดินหน้าทดสอบระบบ “ซิเคียวริตี้บูโร” เดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนใช้งานจริงไตรมาส 1/69 พร้อมเข้มมาตรการดูแลขายชอร์ต-มาร์จิ้นโลน ลดเพดานปล่อยกู้เหลือ 4 เท่าของทุน และขับเคลื่อนการเปิดเผยข้อมูลบริษัทจดทะเบียน-เพิ่มธรรมาภิบาล-สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินงานสำคัญในปี 2568 โดยเน้นยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพัฒนาระบบระดมทุน การกำกับดูแลผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเสริมเสถียรภาพและความโปร่งใสของระบบการเงินไทยในระยะยาว
โดย ก.ล.ต.เดินหน้าจัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) หรือระบบ “ซิเคียวริตี้บูโร” เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าระหว่างกัน ถือเป็นมาตรการเชิงป้องกันภายหลังกรณี บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE
ระบบดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทหลักทรัพย์มีข้อมูลลูกค้าครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการกำหนดและทบทวนวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์อย่างเหมาะสมตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดยคาดว่าจะเริ่มทดสอบระบบภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 และเริ่มใช้งานจริงได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2569
ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) รับคำสั่งขายชอร์ตของลูกค้าที่ยืนยันการจัดหาแหล่งยืมหุ้น (Locate) เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดย บล.จะรับคำสั่งขายชอร์ตจากลูกค้าที่ขอยืนยันการ Locate จาก บล.ได้ เฉพาะเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนหลักเกณฑ์ให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Loan) ของบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อให้การปล่อยกู้มีความเหมาะสมและลดความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรม โดยปรับลดเพดานการปล่อยกู้จากเดิมไม่เกิน 5 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น เหลือไม่เกิน 4 เท่า
ซึ่งข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2568 พบว่าโบรกเกอร์ทั้งอุตสาหกรรมมีมาร์จิ้นโลนรวม 48,700 ล้านบาท และมีหลักประกันรวม 174,403 ล้านบาท หรือสูงกว่ามูลหนี้ถึง 3.58 เท่า สะท้อนฐานะของระบบที่ยังอยู่ในระดับมั่นคง
นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์การขายชอร์ต (Short Selling) ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัทหลักทรัพย์จะรับคำสั่งขายชอร์ตได้ก็ต่อเมื่อลูกค้ามีการยืนยันแหล่งยืมหุ้น (Locate) อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินผลมาตรการดูแล Short Selling และ Program Trading ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ 16 เมษายน 2568
อีกทั้งยังอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและการกำกับดูแลการขายชอร์ต โดยเพิ่มความรับผิดทางกฎหมายต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ และเพิ่มกลไกติดตามผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (End-Beneficial Owner) เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการตรวจสอบบัญชีแบบไม่เปิดเผยชื่อ (Omnibus Account)
นายเอนกกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนและตราสารหนี้ ว่า ก.ล.ต.ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (Material Transaction : MT) และรายการที่เกี่ยวโยงกัน (Related Party Transaction : RPT) ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันและปกป้องสิทธิผู้ลงทุน
ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับปรุงร่างประกาศและคู่มือตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการเปิดรับฟังความคิดเห็น (ปิดการรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อ 24 ส.ค. 68) โดยคาดว่าจะออกประกาศได้ภายในไตรมาส 4 ปี 2568 และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 กรกฎาคม 2569
พร้อมกันนี้ ก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการจัดทำการวิเคราะห์และคำอธิบายระหว่างกาลของฝ่ายจัดการ (Interim MD&A) เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนจัดทำรายไตรมาส เปิดเผยข้อมูลตามแนวทางตรวจสอบ (Checklist) ที่ ก.ล.ต.กำหนด เพื่อให้ข้อมูลมีความครบถ้วน โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน
บริษัทจดทะเบียนและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องจัดทำ Interim MD&A รายไตรมาสและรายปี ครอบคลุม 6 หัวข้อหลัก ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เหตุการณ์และพัฒนาการสำคัญ ผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานในอนาคต และพัฒนาการด้านความยั่งยืน
นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังมีแผนปรับปรุงแบบรายงาน 56-1 One Report เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยเป้าหมายและแผนการเพิ่มมูลค่ากิจการ สอดรับกับโครงการ Corporate Value Up และโครงการ JUMP+ ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้บริษัทไทยยกระดับธรรมาภิบาลและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ปัจจุบันมีบริษัทที่เปิดเผยแผน Corporate Value Up แล้ว 2 บริษัท และมีมากกว่า 90 บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูล (ณ วันที่ 19 กันยายน 2568)
นายเอนกกล่าวว่า ก.ล.ต.ยังเสนอแก้ไขกฎหมายให้กรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนต้องรายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ (Share Pledging) เช่น การนำหุ้นไปจำนำหรือฝากไว้กับผู้ดูแลทรัพย์สิน (Custodian) เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลครบถ้วนสำหรับประกอบการตัดสินใจ รวมถึงได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด “6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย” เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของกรรมการบริษัท รวมถึงยกระดับมาตรฐานวิชาชีพผู้ตรวจสอบภายใน (IA) และที่ปรึกษาทางการเงิน (FA)
ก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจในการกำกับดูแลผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน (Gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และบริษัทจัดอันดับเครดิต เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Responsible Voices ซึ่ง ก.ล.ต.จัดทำร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อส่งเสริมให้ Finfluencer นำเสนอข้อมูลทางการเงินอย่างรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์การโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสื่อรูปแบบใหม่ เพื่อสนับสนุนการโฆษณาอย่างมีความรับผิดชอบในตลาดทุนไทย
นอกจากนี้ ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสอบสวนคดี โดยใช้ความเชี่ยวชาญมาช่วยให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในกรณี High Impact รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งจะเพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย
โดยประสานความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการ (SupTech) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่น โปร่งใส เป็นธรรมให้กับตลาดทุน โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มความรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ในการตรวจจับ การกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมาย ด้วยข้อมูล AI และเทคโนโลยี