Skip to content

นักออมมือใหม่เลือกประกันสะสมทรัพย์อย่างไรให้คุ้มค่า

28 ต.ค. 2568 | 10:09น.
นักออมมือใหม่เลือกประกันสะสมทรัพย์อย่างไรให้คุ้มค่า
คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน 
ผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่)

ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอยู่ในระดับต่ำ การฝากเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินในระยะยาว หลายคนจึงเริ่มมองหาทางเลือกการออมที่มีความมั่นคงมากขึ้น หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมก็คือ ประกันสะสมทรัพย์ ที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นเครื่องมือออมเงินและสร้างความคุ้มครองไปพร้อมกัน การจะเลือกให้เหมาะกับตัวเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเข้าใจหลักการทำงาน และรู้จักเปรียบเทียบเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันอย่างรอบคอบ

สูตรสำเร็จของการออมที่ประกันสะสมทรัพย์ตอบโจทย์

การออมที่ประสบความสำเร็จมักประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ เงินต้น ดอกเบี้ย และระยะเวลา หากมีวินัยและต่อเนื่อง โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายก็สูงขึ้น ซึ่งประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นเครื่องมือที่ผสมผสานทั้ง 3 องค์ประกอบเข้าด้วยกัน เราจะทยอยจ่ายเบี้ยประกันเป็นงวด ๆ และบริษัทจะนำเงินไปลงทุนตามสมมุติฐานที่กำหนดไว้ พร้อมการันตีผลตอบแทนบางส่วน ยิ่งเริ่มออมตั้งแต่อายุน้อย ระยะเวลาที่มากขึ้นก็ช่วยให้ดอกเบี้ยทบต้นเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

การันตี vs ไม่การันตีสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนซื้อ

หัวใจสำคัญของการเลือกซื้อคือการแยกให้ออกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับนั้น การันตี หรือ ไม่การันตี

– ผลตอบแทนที่การันตี คล้ายกับดอกเบี้ยพันธบัตร เป็นตัวเลขที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องจ่ายแน่นอน

– ผลตอบแทนที่ไม่การันตี ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทและสภาวะของตลาด หากตลาดดีอาจได้มาก แต่ถ้าไม่ดีก็อาจได้น้อยหรือแทบไม่ได้เลย

ปัจจุบันมีทั้งแบบที่การันตีเกือบทั้งหมด และแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือกรมธรรม์เลือกลงทุนคล้ายกองทุนรวม ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มเข้ามาด้วย

แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะกับนักออมทั่วไป ?

สำหรับคนทั่วไปที่มองหาความมั่นคง การเลือกประกันสะสมทรัพย์ที่การันตีผลประโยชน์ถือว่าเหมาะสม แม้ผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่าการลงทุน แต่ข้อดีคือความแน่นอนและไม่เสี่ยง ส่วนประกันแบบพ่วงการลงทุน หรือ Unit Link เปิดโอกาสให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงของการผันผวนของตลาด

จากพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ มักจะเลือกแบบที่ความเสี่ยงต่ำที่สุด เพราะมองว่าประกันควรเน้นความคุ้มครองและความมั่นใจ ไม่ใช่การเสี่ยงโชคกับผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน

แนวโน้มตลาดประกันสะสมทรัพย์

ในประเทศอเมริกาและประเทศอังกฤษ ประกันแบบการันตีผลตอบแทนเริ่มลดลง เนื่องจากต้นทุนสูงและอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีประกันสะสมทรัพย์แบบการันตีอยู่ เช่น ประกันบำนาญที่การันตีแล้วจ่ายเงินแบบ Passive Income คือจ่ายเงินทุก ๆ ปีหลังจากที่เกษียณออกมาแล้ว คล้ายกับการได้รายได้ประจำ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมีแนวโน้มของการลดความการันตีลง และหันไปพึ่งพาผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น

กรณีศึกษา : การปรับเบี้ยประกันบำนาญ

ประกันบำนาญเป็นอีกตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัดเจน เพราะในอดีตนั้นหากจ่ายเบี้ยปีละ 100,000 บาทต่อเนื่อง 10 ปี รวมเป็น 1 ล้านบาท ผู้ซื้ออาจได้รับเงินคืนมากถึง 3 ล้านบาท เมื่อครบสัญญา แต่ปัจจุบันเงื่อนไขเปลี่ยนไป ทำให้ผลตอบแทนลดเหลือราว 2 ล้านบาทเท่านั้น

สาเหตุหลักมาจากบริษัทประกันไม่สามารถลงทุนในพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยสูงเหมือนเดิมได้ ยิ่งเมื่อพันธบัตรเก่าครบกำหนด บริษัทต้องไปลงทุนใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง เงินที่ได้จึงไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายผลประโยชน์ในระดับเดิม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดจึงให้ผลตอบแทนน้อยลงเมื่อเทียบกับแบบเก่า

เคล็ดลับเลือกประกันสะสมทรัพย์ให้คุ้มค่า

1.ศึกษาข้อมูลให้ละเอียด – ทำความเข้าใจเงื่อนไขการรับผลประโยชน์ ระหว่างที่การันตีกับไม่การันตี

2.เปรียบเทียบหลายบริษัท – แต่ละที่มีเงื่อนไข ระยะเวลาจ่าย และผลตอบแทนแตกต่างกัน

3.ประเมินกำลังจ่ายเบี้ยของตนเอง – เพื่อให้สามารถถือกรมธรรม์ได้ครบตามสัญญา

4.เลือกแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต – เช่น ออมเพื่อเกษียณ เพื่อการศึกษา หรือเพื่อเป็นกองทุนสำรองฉุกเฉิน

สรุป

การเลือกประกันสะสมทรัพย์นั้นจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเงิน หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล รวมไปถึงสถานการณ์ของตลาด ณ เวลานั้น กุญแจสำคัญคือการศึกษาข้อมูลประกันสะสมทรัพย์ไว้ให้รอบด้าน เข้าใจความแตกต่างของผลประโยชน์แต่ละแบบและเลือกให้เหมาะกับตนเอง หากทำได้อย่างถูกต้อง ประกันสะสมทรัพย์จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างวินัยในการออมพร้อมความคุ้มครอง และทำให้การวางแผนการเงินระยะยาวมั่นคงมากยิ่งขึ้น