ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ ThaiESG Fund จ่อรับเม็ดเงินต่อเนื่องปลายปี ดัน Sentiment ดีขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดกระแสลงทุนกองทุนประหยัดภาษี โดยเฉพาะ “ThaiESG Fund” ไหลเข้าต่อเนื่อง-LTF ลดแรงขาย ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคม SET Index ปรับขึ้น 2.8% ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจในประเทศและการคลายความกังวลสหรัฐ-จีน พร้อมเดินหน้าหารือ BOI ดึงบริษัทยุคใหม่เข้าตลาดทุน-ลุยสื่อสารโครงการ Jump+ ต้นปีหน้า
นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี กองทุนประหยัดภาษียังคงเป็นจุดสนใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะ ThaiESG Fund ที่สะท้อนกระแสการลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก แม้ภาพรวมการลงทุนจะยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก เช่น สหรัฐ-จีน และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่ Sentiment ตลาดในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพและแนวโน้มดีขึ้น
“สำหรับกองทุน ThaiESG สัดส่วนจะมาถึงตลาดทุน ทั้งหุ้นหรือพันธบัตรขึ้นอยู่กับ Sentiment หลาย ๆ อย่าง ใน 2-3 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย Stable ขึ้น ปรับตัวขึ้นมาในทิศทางที่ดี เพราะความผันผวนหลายอย่างมีความชัดเจนมากขึ้น Sentiment โดยรวมถือว่าดี แต่มีปัจจัยนอกในประเทศยังค้างคาอยู่” นายอัสสเดชกล่าว
นายอัสสเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ตลาดทุนไทยเป็นช่องทางระดมทุน โดยจะพิจารณาปรับเกณฑ์ให้เหมาะสมกับลักษณะของบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ซึ่งอาจยังไม่มีกำไรในช่วงเริ่มต้นการลงทุน แต่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว
“เราไม่อยากออกเกณฑ์ที่ไม่มีคนใช้ ต้องออกแบบให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจจริง ๆ โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ซึ่งต้องใช้เวลาในการลงทุนก่อนจะเริ่มมีกำไร ดังนั้นจึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะปรับเงื่อนไขการเข้าจดทะเบียนได้อย่างไรให้เหมาะสม” นายอัสสเดชกล่าว
นายอัสสเดชกล่าวด้วยว่า โครงการ Jump+ ซึ่งเป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้บริษัทในประเทศขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ เป็นอีกส่วนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญ โดยขณะนี้มีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 84 บริษัท คาดว่าจะมีการสื่อสารและนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนได้ในช่วงต้นปีหน้า
ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดย SET Index ปิดที่ 1,309.50 จุด เพิ่มขึ้น 2.8% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า เป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มการเงิน ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งกำไรกลุ่มธนาคารที่ดีกว่าคาด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของรัฐ รวมถึงตัวเลขการส่งออกและนักท่องเที่ยวที่สูงกว่าประมาณการ
นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนยังมีแรงหนุนจากการผ่อนคลายความกังวลด้านการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน หลังการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดลง 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเศรษฐกิจลง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากนโยบายการค้า การเงิน ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI ที่อาจสูงเกินจริง รวมถึงภาระหนี้สาธารณะในหลายประเทศ
ในส่วนของการซื้อขายโดยรวม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของตลาดหลักทรัพย์ (SET) และตลาด mai อยู่ที่ 39,473 ล้านบาท ลดลง 27.9% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 42,659 ล้านบาท สะท้อนว่าผู้ลงทุนยังคงถือท่าทีระมัดระวังต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายนอกที่ยังไม่แน่นอน
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ พบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,496 ล้านบาท ในเดือนตุลาคม ทำให้ยอดขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมอยู่ที่ 100,739 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุดในตลาดที่ 51.81% ของมูลค่าการซื้อขายรวม รองลงมาคือผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.80%, ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 9.77% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.62%
ขณะเดียวกัน เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้น ได้แก่ ในตลาด SET จำนวน 3 หลักทรัพย์ คือ บมจ.แมสเทค ลิ้งค์ (MASTEC), บมจ.แอตลาส เอ็นเนอยี (ATLAS) และ บมจ.ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป (ONSENS) ส่วนในตลาด mai มี 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.อินดิจี (IDG) และ บมจ. 88 (ไทยแลนด์) (88TH) สะท้อนถึงความต่อเนื่องของการระดมทุนผ่านตลาดทุนไทย
ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและการประเมินมูลค่าหุ้น พบว่า Forward P/E ของตลาดอยู่ที่ 12.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในเอเชียที่ 14.6 เท่า ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ 16.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 17.0 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในแง่ของมูลค่าการลงทุน ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ณ สิ้นเดือนตุลาคม อยู่ที่ 3.76% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในเอเชียที่ 2.96% บ่งชี้ถึงศักยภาพการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
สำหรับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ในเดือนตุลาคม 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 406,504 สัญญา ลดลง 11.1% จากเดือนก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงของการซื้อขายใน Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2568 (นับถึงเดือนตุลาคม) ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 422,081 สัญญา ลดลง 12.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ จากข้อมูลในอดีตพบว่า ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี ผู้ถือหน่วยลงทุนมักขายกองทุน LTF ลดลง ขณะที่มีกระแสเงินไหลเข้า กองทุน ThaiESG เพิ่มขึ้น เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งคาดว่าปีนี้แนวโน้มจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยนักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนยั่งยืนและการมองหาทางเลือกใหม่
