ยูโอบี ชี้ เศรษฐกิจฟื้นช้า-กำลังซื้ออ่อนแอ กดยอดใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งระบบโต 2-3%
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยธุรกิจบัตรเครดิตปี 68 ยังท้าทาย ทั้งระบบเติบโตแค่ 2-3% ชี้ ขอระมัดระวังการโตตามภาวะเศรษฐกิจ เน้นเจาะกลุ่มรายได้ปานกลาง-สูง หนุนคุณภาพสินเชื่อปรับดีขึ้น พร้อมเปิดรายงาน ASEAN Consumer Sentiment Study หรือ ACSS เผยคนรุ่นใหม่สนใจการออมมากขึ้น หลัง Gen Z เปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึง 48%
นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิตในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (Spending) ทั้งระบบเติบโตอยู่ที่ 2-3% ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวไม่มากนักและกำลังซื้ออ่อนแอ สะท้อนจากยอดขายรายย่อยที่หดตัว -10% อย่างไรก็ดี ยังคงมีบางหมวดที่ยังสามารถเติบโตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้ารายได้สูง อาทิ กลุ่มสินค้าหรู ทานอาหารนอกบ้าน และเดินทางต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโต 10-20%
สำหรับในส่วนของธนาคารยูโอบี อัตราการเติบโตของยอดใช้จ่ายทรงตัว และคาดว่าจะทรงตัวต่อเนื่องในปี 2568 แต่มียังคงเห็นกลุ่มรายได้สูง (Affluent) ยังคงมีการใช้จ่ายอยู่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ธนาคารโฟกัส และมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของฐานลูกค้าทั้งหมด ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายไม่ได้ลดลงมาก
ขณะที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เห็นสัญญาณทรงตัว ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารมีความระมัดระวังในการอนุมัติบัตรใหม่มากขึ้น โดยพิจารณาจากภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ในการอนุมัติบัตรใหม่ กรณีหากเป็นกลุ่มจบใหม่จะต้องทำงานมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน เป็นต้น ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อดีขึ้น โดยปัจจุบันยอดการอนุมัติบัตร (Approval Rate) ทรงตัวอยู่ที่ 40%
“เราพยายามโตไปพร้อมกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นการเติบโตบ้างเซ็กเมนต์ และเข้มงวดในบางเซ็กเมนต์ แต่โดยรวมเราไม่ได้ต้องการเร่งการเติบโต และหนี้เสียเพิ่มขึ้น แต่เราเน้นโตช้า และโดยรวมดีขึ้นมากกว่า ซึ่งจะเป็นแนวทางในปี 69 ที่เราจะพยายามโตแบบ Soft Landing“
นายยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารยูโอบี ร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group ประเทศไทย มีการรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 พบว่า ว่าผู้บริโภคไทย 39% มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น โดยเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน แต่ยังคงบริหารการเงินอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ สุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิต เป็นหมวดรายจ่ายที่มีความสำคัญขึ้น สะท้อนการปรับวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืนและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

“ผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเองและดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้”
นายจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจีประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นตามคาดการณ์ คนไทยเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างการเติบโต แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือ”
นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย 44% รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่ออายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี โดยกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปีทั้งนี้ จำนวนเงินออมที่ต้องการเพื่อการเกษียณอย่างมั่นคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปมีเป้าหมายเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะนำให้วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ ทั้งการจัดงบประมาณด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และการทำประกันเพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
และผลสำรวจจาก ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทย 45% ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ 47% ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น หลายคนเข้าร่วมไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง เปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์มากขึ้น
เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธนาคารยูโอบีได้ผสานเทคโนโลยี AI มาพัฒนาฟีเจอร์ Smart Insights บนแอป UOB TMRW เพื่อช่วยติดตามรูปแบบการใช้จ่าย แจ้งเตือนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และแนะนำแนวทางสู่พฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน
นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทย 87% มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง และกว่า 7 ใน 10 หรือ 74% มีการออมเงินมากกว่า 10% ของรายได้ โดยในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 88% ซึ่งข้อมูลจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สะท้อนถึงแนวโน้มนี้เช่นกัน โดยพบว่ายอดเงินฝากของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้น 21% ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝากในกลุ่มลูกค้ายูโอบี ด้วยการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึง 48% สะท้อนความสนใจในการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญโดย 85% ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ 76% ของ Gen Y และ 82% ของ Gen Z ระบุว่าความกดดันจากสังคมและเพื่อนเป็นอุปสรรคต่อการออมอย่างต่อเนื่อง
“คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น มีช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว เป้าหมายของธนาคารคือการช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิตตามที่ใฝ่ฝัน โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง”
