กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเตรียมมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งจะมีการเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในสัปดาห์หน้าก่อน จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทยได้พูดคุยกับรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ถึงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยใช้กลไกการช่วยเหลือต่าง ๆ มีอยู่แล้วที่มองว่าควรใช้ผสมผสานกันได้ ทั้งเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้แล้วที่ผ่านมา เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) อัตราดอกเบี้ย 3.5%

ซึ่งที่ผ่านมา พบว่าไม่ค่อยบรรลุเป้าประสงค์เท่าที่ควร เพราะหากดูต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) หรือโอกาสขาดทุนสำหรับลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 6-8% และหากเป็นกลุ่มเปราะบางความเสี่ยงสูงถึง 20-40% สะท้อนว่าระบบไม่ได้มีปัญหาสภาพคล่อง เพราะปัจจุบันสภาพคล่อง 5 ล้านล้านบาท ยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน
“เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว คือ การค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทั้งนี้ หากนำซอฟต์โลนไปใช้คู่กับการค้ำประกันสินเชื่อมองว่าก็จะช่วยเสริม หรือเป็น Additional Protection ที่ดีขึ้น ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นคือ การใช้หลากหลายเครื่องมือร่วมกัน หรือการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ หรือ Holistic ทั้งการใช้ซอฟต์โลน คู่กับเครดิตการันตีของ บสย. บวกกับทรัพยากรที่เหลืออยู่ และบวกกับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่สภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต้องการขับเคลื่อน เช่น Smart Industry เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ ๆ เป็นต้น”
ช่วยเอสเอ็มอี ชี้ถูกทิศทาง
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทั้งสนับสนุนสภาพคล่อง ผ่านการค้ำประกันและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือมาตรการภาษีนั้น เป็นแนวทางที่ถูกทิศทาง และมีศักยภาพที่จะลดภาระต้นทุนความเสี่ยงของธนาคารที่ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี เพราะหากทำได้จริงก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ ยืนยันว่าธนาคารพร้อมสนับสนุน เพื่อช่วยเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีกลับมาขอสินเชื่อได้มากขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดจากต้นทุนเครดิตที่สูงเหมือนเดิม
“การปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายกลางและรายปลีก ยังคงเป็นภารกิจสำคัญของธนาคาร และเป็นแนวทางที่ธนาคารต้องการเดินหน้าต่อ เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรม ขยายธุรกิจ และปรับปรุงธุรกิจของเขาได้”
นายชาติศิริกล่าวอีกว่า ยืนยันว่าการปล่อยสินเชื่อของธนาคารไม่ได้มีการปรับให้เข้มงวดมากขึ้น แต่ยอมรับว่าการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี มีต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost อยู่ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกธนาคารรับรู้ร่วมกัน
“การช่วยเหลือลูกค้าภาคธุรกิจในเวลานี้ โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอี สิ่งที่ธนาคารทำต่อเนื่องคือ การใกล้ชิดกับลูกค้าเป็นรายกรณี การให้เวลาเพิ่มเติมในการผ่อนปรนหนี้ การออกแบบวิธีเพิ่มธุรกรรมเพื่อสร้างรายได้ การพิจารณาลดดอกเบี้ยหรือการลดเงินต้นเมื่อจำเป็น”
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่การลดต้นทุนด้านความเสี่ยงของธนาคารเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ หากไม่ตอบคำถามที่สำคัญที่สุดว่าประเทศไทยควรเลือกช่วยเอสเอ็มอีกลุ่มใด ธุรกิจประเภทใดควรเป็นเป้าหมายหลักของการผลักดันเพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ

“ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าแบบแนวคิดดั้งเดิมได้อีกต่อไป ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนรู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์เท่าเทียมกันอีกต่อไป เพราะสภาพเศรษฐกิจและข้อจำกัดเชิงทรัพยากรทำให้การช่วยทุกคนอย่างเท่าเทียมไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องมีการกำหนดลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน ดังนั้นจำเป็นต้องตัดสินใจว่าศักยภาพหลักของประเทศคืออะไร และต้องเลือกธุรกิจที่มีศักยภาพที่ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นกลุ่มแรก ขณะเดียวกันส่วนธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของประเทศอาจต้องพักการช่วยไว้ก่อน”
โดยการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เป็นเครื่องมือที่ดี เพราะช่วยลดความเสี่ยงจาก Credit Cost ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธนาคารในการปล่อยกู้เอสเอ็มอี แต่การค้ำประกันจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้กับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพและอยู่ในกลุ่มที่ประเทศควรผลักดันให้เติบโตต่อ อย่างไรก็ดี หากรัฐค้ำประกันสินเชื่อแบบหว่านแห ไม่คัดเลือก ไม่กำหนดทิศทาง ก็จะไม่สามารถสร้างอานิสงส์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ เพราะทรัพยากรจะกระจายจนไม่เกิดพลังที่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ประเทศไทยหากจะเดินหน้าต่อ ไม่ว่าจะมาตรการใด ๆ การทำมาตรการต้องมีแผนแบบบูรณาการ ที่คิดแบบครบวงจร
“ประเทศไทยหากจะไปต่อ ไม่ว่าโครงการไหน ต้องแสวงจุดร่วมส่วนใหญ่ สงวนจุดต่างส่วนน้อย แต่หากเอาทุกจุดเลย ประเทศยืนอยู่กับที่ ต้องเลือก เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพื่อให้เขาฟื้นแล้วไปต่อ ดังนั้นไม่สามารถคิดแค่ขาเดียว ต้องเป็นไปทั้งระบบ ทั้งนวัตกรรม ระบบการเงิน การแก้ต้องเป็นแบบ End-to-End ผูกโยงทุกกลไกเข้าด้วยกัน และแผนจะไม่ได้หยุดอยู่ที่หากรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เข้ามาแล้วเปลี่ยนนโยบายใหม่หมด แทนการทำให้แผนบูรณาการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ประเทศก็จะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นและยืนอยู่กับที่”