Skip to content

ดร.พิพัฒน์ ชี้ “ทอง-คริปโต” ช่องโหว่ฟอกเงินยุคใหม่ แนะไทยเร่งยกระดับกฎกำกับ

19 พ.ย. 2568 | 18:39น.
ดร.พิพัฒน์ ชี้ “ทอง-คริปโต” ช่องโหว่ฟอกเงินยุคใหม่ แนะไทยเร่งยกระดับกฎกำกับ

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP เตือนการฟอกเงินผ่านทองคำและคริปโต ชี้ไทยยังมีจุดอ่อนทั้งด้านกฎหมายและการบังคับใช้ แนะเร่งอุดช่องโหว่ตามมาตรฐานโลก พร้อมปฏิรูปภาคการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ-ความโปร่งใส-แข่งขันได้ในอนาคต

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในเวทีเสวนา “ฟังจริง คิดจริง ทำจริง พลิกโฉมการเงินไทยในโลกใหม่ โจทย์ใหญ่ที่ต้องทำ” จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ปัจจุบันการฟอกเงิน ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของระบบการเงินโลก โดยวิธีการฟอกเงินในภาพรวมคือการนำธุรกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายมาซ่อนธุรกรรมผิดกฎหมาย ผ่านการวางเลเยอร์หรือเปลี่ยนรูปแบบธุรกรรมให้ติดตามได้ยากขึ้น ซึ่งสินทรัพย์สองประเภทที่ถูกจับตามากขึ้นคือ ทองคำ และ คริปโตเคอร์เรนซี เนื่องจากเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเงินและติดตามเส้นทางได้ยาก โดยเฉพาะคริปโตที่เทคโนโลยีช่วยให้โอนเงินข้ามพรมแดนได้รวดเร็ว

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า แม้ผู้ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาต (Licensed Exchange) จะอยู่ภายใต้กำกับของ ก.ล.ต. และมีกฎเกณฑ์ชัดเจน แต่ธุรกรรมคริปโตจำนวนมากอยู่นอกเหนือการกำกับ ทำให้มีช่องโหว่ ขณะที่ระบบธนาคารแบบดั้งเดิมมีการตรวจสอบเข้มข้นกว่า เช่น การโอนเงินผ่านระบบ SWIFT ที่มีระบบ Travel Rule โดยต้องระบุชื่อผู้โอนและผู้รับอย่างครบถ้วน แต่คริปโตยังไม่ถูกบังคับใช้มาตรฐานนี้ทั้งหมด จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

จากประเด็นดังกล่าว นำไปสู่การตั้งคำถามว่ากฎหมายมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ และการบังคับใช้มีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งทั้งสองด้านยังมีจุดอ่อน บางประเด็นยังขาดอำนาจตามกฎหมาย ทำให้ต้องเร่งปรับปรุง ขณะเดียวกันการมีกรอบกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

สำหรับตลาดทองคำ ซึ่งถูกใช้ฟอกเงินในหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญอ้างถึงมาตรฐานของประเทศศูนย์กลางการเงิน เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่จัดให้ธุรกรรมซื้อขายทองคำเป็น “ธุรกรรมความเสี่ยงสูง” จึงต้องดำเนินการตรวจสอบ Know Your Customer (KYC) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะธุรกรรมมูลค่าสูง อีกทั้งศุลกากรของประเทศเหล่านี้ยังมีระบบตรวจสอบผู้ซื้อและผู้ขายอย่างละเอียด หากไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนหรือแหล่งที่มาของเงินได้ ธุรกรรมจะไม่ถูกอนุญาตให้ผ่าน

“สิ่งสำคัญไม่ใช่การตั้งข้อสงสัยว่าทำไมประเทศเหล่านั้นต้องซื้อทองจากไทย แต่คือไทยมีระบบตรวจสอบและติดตามที่ได้มาตรฐานระดับโลกหรือไม่ สามารถระบุได้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ซื้อ เงินมาจากที่ใด และเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือการสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายหรือไม่” ดร.พิพัฒน์กล่าว

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่าโลกมีมาตรฐานและข้อแนะนำเรื่องการป้องกันฟอกเงินรองรับอยู่แล้ว ไทยไม่จำเป็นต้องคิดใหม่ เพียงแค่ต้องนำกรอบสากลเหล่านั้นมาบังคับใช้ให้ครบถ้วน หากทำได้ก็จะสามารถทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่สามารถปิดช่องทางฟอกเงินได้ทั้งหมด แต่การมีกลไกกำกับดูแลที่รัดกุม โปร่งใส และบังคับใช้ได้จริง จะช่วยลดความเสี่ยงของอาชญากรรมทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดร.พิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคการเงินมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ เพราะเป็นตัวกลางเชื่อมคนที่มีเงินออมกับคนที่ต้องการเงินลงทุน ทำให้เงินไหลจากส่วนที่มีมากไปยังผู้ที่ต้องการใช้เพื่อสร้างการเติบโต โดยภาคการเงินแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ตัวกลางทางอ้อม เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทประกัน และตัวกลางทางตรง เช่น ตลาดทุน ตลาดหุ้น และตลาดคริปโต

ดร.พิพัฒน์อธิบายว่า ภาคการเงินมีหน้าที่หลัก 3 ด้าน คือ การรวบรวมทุนจากหลายแหล่ง การจัดสรรทุนให้ไปสู่ผู้ใช้ที่เหมาะสมและถูกต้อง และการบริหารความเสี่ยง เช่น การประกันภัยหรือการกระจายความเสี่ยง เพื่อทำให้ระบบการเงินทำงานอย่างราบรื่น ส่วนคุณสมบัติของภาคการเงินที่ดีต้องมี 5 ประการ คือ ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส เสถียรภาพ การเข้าถึงของทุกกลุ่ม และความพร้อมสำหรับอนาคต ทั้งด้านความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ในด้านประสิทธิภาพ ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ภาคการเงินที่ดีต้องมีต้นทุนต่ำ แต่คำถามคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงในไทยสะท้อนว่าธนาคารได้กำไรมากเกินไปหรือไม่ โดยส่วนต่างดอกเบี้ยประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต ต้นทุนการบังคับหลักประกันและกระบวนการกฎหมายที่ล่าช้า ต้นทุนดำเนินงานของธนาคาร และกำไร จึงหากต้องการลดต้นทุน ต้องลดต้นทุนแฝงทั้งหมดนี้ร่วมกัน

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า อัตราผลตอบแทนต่อทุน (ROE) ของธนาคารไทยอยู่ราว 9% ต่ำกว่าสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 12-15% ขณะที่สัดส่วนกำไรของภาคการเงินไทยต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 8.5% ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบหลายประเทศ แต่ยังต่ำกว่าสิงคโปร์ซึ่งมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก การเปรียบเทียบบทบาทภาคการเงินต่อ GDP จึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดประสิทธิภาพของระบบ

หากต้องการยกระดับประสิทธิภาพของภาคการเงินไทยต้องลดต้นทุนแฝงโดยใช้เทคโนโลยี เช่น Open Data และ Open Banking เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการประเมินเครดิต และปฏิรูประบบกฎหมายด้านหลักประกันและกระบวนการล้มละลายให้รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงเพิ่มการแข่งขันด้วยการเปิดให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามา เพราะหากการแข่งขันสูงขึ้น ต้นทุนและส่วนต่างดอกเบี้ยย่อมลดลง พร้อมกันนี้ ตลาดทุนต้องปรับปรุงเพื่อลดต้นทุน ด้วยการยกระดับกฎเกณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ในด้านความโปร่งใส ดร.พิพัฒน์ย้ำว่าต้องยึดมาตรฐานของ FATF ว่าด้วยการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนเงินทุนแก่กิจกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมทั้งธนาคาร คริปโต ทองคำ มูลนิธิ วัด และช่องทางอื่นที่อาจถูกใช้ฟอกเงิน คำถามคือไทยทำตามมาตรฐานครบถ้วนแล้วหรือยัง และควรเร่งอุดช่องโหว่ใดบ้าง

หากไทยสามารถพัฒนาภาคการเงินให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีเสถียรภาพ เข้าถึงได้ และพร้อมรับอนาคต ก็จะช่วยให้ธุรกิจและประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม การจัดสรรทุนเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบของการสร้าง “เครื่องยนต์ใหม่” ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระยะยาว หากมีการปฏิรูปอย่างจริงจังในด้านที่จำเป็น