เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เทรนด์เงินบาทแข็งค่าปลายปี ธปท.ผ่อนเกณฑ์โอนเงินลดแรงกดดัน

24 พ.ย. 2568 | 08:35น.
Hands counting of Thai baht notes money concept banknotes

Hands counting of Thai baht notes money concept banknotes

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ชี้ว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 5.5% ตั้งแต่ต้นปีจนถึง ณ 19 พ.ย. 2568 (YTD) และแข็งค่าขึ้น 0.4% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (MTD) มาอยู่ที่ระดับ 32.4 บาท/ดอลลาร์ โดยปัจจัยในประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักจาก 1) กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง 2) ความเสี่ยงด้านการขาดดุลการค้าลดลง

ด้านดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แข็งค่าขึ้น 0.3% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยหลักจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณไม่ชัดเจนต่อทิศทางการลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ด้านปัจจัยอื่น ๆ มีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการเลื่อนการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อันเป็นผลจากสถานการณ์ Government Shutdown ที่ยืดเยื้อ

ทั้งนี้ INVX ประเมินว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อในระยะข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งจากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะทยอยออกมาภายหลังการยุติภาวะ Government Shutdown ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มความชัดเจนต่อเส้นทางการลดดอกเบี้ยของเฟด ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าตามฤดูกาลในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.

นอกจากนี้ เงินเฟ้อและอัตราการเติบโตของปริมาณเงิน (M2) ของไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทในระยะยาว โดย INVX คาดว่าเงินบาทเฉลี่ยจะอยู่ที่ 32.2 บาท/ดอลลาร์ ในไตรมาส 4/2568

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น แต่ขณะนี้เริ่มอ่อนค่าแล้ว เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มออกมาว่า ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ขณะเดียวกัน คาดว่าเฟดจะมีการลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ นอกจากนี้ กลางปี 2569 เมื่อเปลี่ยนผู้ว่าการเฟด หากได้คนที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจทำให้ดอกเบี้ยเฟดลงต่อได้ถึง 2.50%

กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

“ดอลลาร์ที่อ่อนก็จะมีแรงกดดันมาที่เงินบาท ซึ่งจะเห็นว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งช่วงที่ดอลลาร์กลับข้าง ตอนที่ตลาดคิดว่าสหรัฐอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยมากนัก โดยหากเห็นข้อมูลต่าง ๆ ออกมา แล้วเห็นชัดเจนว่าเฟดต้องการลดดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ก็จะอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้เทรนด์ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นอีก เป็นแรงกดดันต่อตลาด ต่อภาคการส่งออก และต่อการท่องเที่ยวของไทย”

ดร.กอบศักดิ์กล่าวด้วยว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย การที่มีการลดดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.50% ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าดีมาก เพราะส่วนตัวมองว่า ต้องรักษาโมเมนตัมไว้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ท่องเที่ยว ส่งออก ยังมีความชัดเจน

“สำหรับผมคิดว่า ถ้าจะลงดอกเบี้ยก็ลงได้อีกครั้งหนึ่ง แล้วถ้าจะลงก็อยากให้ลงเลย อย่ารอจนกระทั่งเกิดปัญหา เพราะสงครามการค้าโลกก็ยังไม่จบ Tariff ก็ยังไม่จบ ปัญหาต่าง ๆ ในโลกยังไม่จบ ทางที่ดีคือ เราพยายาม Build โมเมนตัมไปก่อน เพื่อที่เวลามีลมต้าน เราจะมีแรงส่งพอ”

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มเติมให้แก่ภาคเอกชนในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ โดยผ่อนคลายหลักเกณฑ์การโอนเงินออกนอกประเทศ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568 เป็นต้นไป เช่น 1) ขยายวงเงินการส่งเงินให้เปล่าแก่บุคคลในต่างประเทศ จากไม่เกินปีละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นไม่เกินปีละ 200,0000 ดอลลาร์สหรัฐ

2) ผ่อนคลายให้โอนเงินออกนอกประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตต่อ ธปท.ก่อน เช่น การให้กู้ยืมเงินบาทแก่กิจการในเครือที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในต่างประเทศ และการให้กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคลสามารถชำระค่าสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนดด้วย

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในความพยายามของ ธปท. ในการปรับ Ecosystem อัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทนั่นเอง