ดอลลาร์แข็งค่า ขานรับคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐเลื่อนลดดอกเบี้ย
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 17-21 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (17/11) ที่ระดับ 32.44/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/11) ที่ระดับ 32.43/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์นี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากการยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ
อีกทั้งล่าสุดนักลงทุนทยอยปรับลดการคาดการณ์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมเดือนธันวาคม สาเหตุจากการขาดมาตรวัดเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาทิศทางนโยบายการเงิน เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายรายการถูกเลื่อนการประกาศออกไป โดยล่าสุดตลาดให้น้ำหนักเพียง 35% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 3.50-3.75 ในการประชุมเดือนธันวาคม
นอกจากนี้ มีการเปิดเผยรายงานการประชุมเฟดประจำเดือนตุลาคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยกรรมการส่วนหนึ่งกังวลว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะส่งผลกระทบต่อการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% มาเป็นเวลากว่า 4 ปีครึ่ง
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของดอลลาร์ถูกจำกัดด้วยความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ เกี่ยวกับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐ รวมถึงตลาดแรงงานที่ส่งสัญญาณอ่อนแอต่อเนื่อง โดยในวันพฤหัสบดี (20/11) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับตัวขึ้น 119,000 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 53,000 ตำแหน่ง
ขณะที่มีการปรับลดตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ในเดือนสิงหาคม เป็นเพิ่มขึ้นเพียง 4,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 4.3% ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาดูการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนที่จะถูกประกาศในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้สถานการณ์ตลาดแรงงานสหรัฐ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วงต้นสัปดาห์ นักลงทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ว่าอาจส่งผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์แถลงยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายเดิมร่วมกันว่าการเจรจาในรายละเอียดของภาษีต่างตอบแทน และการค้าต่างตอบแทน จะต้องแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้
ต่อมา สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวได้ 1.2% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 2.8% นับเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส ซึ่งการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่การส่งออกสินค้าชะลอตัวลง
ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล การลงทุนภาครัฐ และการส่งออกบริการลดลง ส่วนการขายส่งและการขายปลีกขยายตัวเร่งขึ้น แต่สาขาเกษตรกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และสาขาการก่อสร้างปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ มีการเปิดเผยคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 2.0% ส่วนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.7% โดยมองว่า ในปีหน้าการลงทุนจากภาครัฐจะมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ว่า ตามกฎหมายแล้วไทยจะต้องเก็บ VAT ที่อัตรา 10%
แต่ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ VAT อยู่ในอัตรา 7% นั้น เป็นเพราะมีการใช้ข้อยกเว้นมาโดยตลอด อันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคม ส่วนแผนการปรับขึ้นภาษี VAT เป็น 8.5% ภายในปี 71 และเป็น 10% ภายในปี 73 นั้น เป็นการนำเสนอแผนระยะยาวและอ้างอิงกับกฎหมาย แต่จะยังไม่มีการปรับขึ้น VAT ในช่วงนี้ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.35-32.51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 32.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (17/11) ที่ระดับ 1.1606/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/11) ที่ระดับ 1.1621/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรทยอยปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่อง จากการแข็งค่าของดอลลาร์ ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2568
โดยระบุว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นเพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวในอัตราปานกลางต่อไปตามช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในยูโรโซน จะลดลงเหลือ 2.1% ในปีนี้ จาก 2.4% ในปี 2567
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วทั้งยูโรโซน จะลดลงจาก 2.6% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 2.2% ในปี 2570 ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1502-1.1615 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 1.1545/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (17/11) ที่ระดับ 154.57/58 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/11) ที่ระดับ 154.69/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินเยนทยอยปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน หลังการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่นคนแรกของนางซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดยในวันจันทร์ (17/11) สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในรายงานเบื้องต้นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ปี 2568 ของญี่ปุ่น หดตัวลง 1.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส โดยถูกกดดันจากการส่งออกที่อ่อนแอลง อันเนื่องมาจากการที่สหรัฐปรับขึ้นภาษีศุลกากร
รวมทั้งการชะลอตัวของการลงทุนด้านที่อยู่อาศัย อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนมีมุมมองต่อสถานะการคลังของญี่ปุ่นว่า จะถดถอยต่อเนื่อง จากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายใต้นโยบายการขยายตัวทางการคลังแบบเชิงรุกและมีความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนภายหลังถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับจีนและไต้หวัน ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดปะทุขึ้นมาอีกครั้ง โดยล่าสุด จีนมีการออกนโยบายตอบโต้การกระทำดังกล่าว โดยกดดันการท่องเที่ยวและสื่อบันเทิงต่าง ๆ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลถึงการขยายวงกว้างของความขัดแย้งครั้งนี้
ขณะที่ จุนโกะ โคเอดะ กรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เผยในวันพฤหัสบดี (20/11) ว่า BOJ จำเป็นต้องกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและราคาสินค้า หลังอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังคงต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 153.22-157.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 156.85/86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ