แม้จะขึ้นเวทีมาหลายที่ต่อเนื่อง มีการตอกย้ำถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะเร่งด่วนอยู่หลายครั้ง ทว่า บนเวทีสัมมนา Prachachat Outlook Thailand 2026 “ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ล่าสุด “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพิ่งได้รับการทาบทามให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในนามของพรรคภูมิใจไทย ในการเตรียมลงสนามเลือกตั้งปีหน้า ได้ฉายภาพการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สะท้อนถึงการ “ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” อย่างเห็นภาพชัดเจน
“ยอมรับความจริง” ก่อนออกแบบนโยบาย
“การที่ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ ผมเริ่มมาจากว่า ต้องปรับมุมมอง อันแรกคือ ยอมรับความจริง ว่าปัญหามันคืออะไร แล้วจะเปลี่ยนอย่างไร แล้วก็ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อว่าจะไปต่ออย่างไร คือต้องทำวันนี้เลย ไม่ต้องรอไปทำในอนาคต ท่านถึงได้ยินคำว่า Quick Big Win ที่วันนี้พูดกันอยู่ทั้งเมือง”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจได้เตรียมออกแบบนโยบายไว้ โดยทราบดีว่า รัฐบาลมีเวลาทำงานสั้นแค่ 4 เดือน จึงต้อง Quick ต้อง Big และต้อง Win คือให้เกิดการกระจายตัวไปถึงประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ลดความเหลื่อมล้ำ
“เรายอมรับความจริงมาก่อนแล้วว่า เศรษฐกิจไทยจะดิ่งลงมาเรื่อย ๆ ไตรมาสที่ 1 โต 3.2% มาเหลือ 2.8% ตัวเลขจริงไตรมาสที่ 3 เหลือ 1.2% ส่วนไตรมาสที่ 4 ก็ยอมรับความจริงว่า ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะโตไม่ถึง 1% อาจจะใกล้ ๆ 0% ซึ่งถ้าเราไม่ยอมรับความเป็นจริงแล้วปล่อยไปแบบนี้ เศรษฐกิจไทยก็จะติดหล่ม และก็อาจจะลงเหว”
ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่า จะทำอย่างไร ในช่วงที่รู้ว่า ทุกคนแห่ไปส่งออกก่อนภาษีทรัมป์จะมีผล ข้างหลังก็ต้องชะลอ ก็ต้องใช้พลังภายในประเทศ ซึ่งก่อนจะทำนโยบาย ก็เห็นภาพเศรษฐกิจที่ไม่คึกคัก ไปเดินตลาด ไปที่ไหนก็ไม่คึกคัก แต่วันนี้สิ่งที่เห็นคือ เซนติเมนต์ ดัชนีผู้บริโภคเริ่มกลับมาดีขึ้น โดยสิ่งที่รัฐบาลทำคือ ต้องฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ได้ ไม่ให้ติดหล่ม และไม่ใช่แค่ฟื้นสั้น แต่ให้โตในระยะยาวได้ด้วย คือ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัวไปทั้งประเทศ ทำให้เกิดพลังมากขึ้นจากการใช้ดิจิทัลมาช่วยผ่าน “คนละครึ่งพลัส”
เปลี่ยนวิธีการทำงาน-ผนึกกำลัง
ดร.เอกนิติกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนวิธีการทำงาน จากสมัยก่อนราชการจะทำคนเดียว วันนี้มาอยู่ได้ 6-7 สัปดาห์ มีออกนโยบายออกมาได้ทุกสัปดาห์ เพราะวิธีการทำงานที่เปลี่ยน โดยทำงานร่วมกับเอกชนอย่างใกล้ชิด ทั้งธนาคารกรุงไทย สมาคมธนาคารไทย และภาคเอกชนต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมกันจำนวนมาก ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส”
ทั้งนี้ คำว่า “พลัส” จะเน้นเรื่องการเพิ่มทักษะ เสริมทักษะ (Upskill & Reskill) ให้พ่อค้าแม่ค้า คือจะไม่ได้ให้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะผู้ซื้อ แต่ให้ฝั่งผู้ขายด้วย แต่ต้องมา Upskill & Reskill โดยการจับมือกับพาร์ตเนอร์เอกชน แพลตฟอร์มที่เป็นฟู้ดดีลิเวอรี่ 4 เจ้า เป็นครั้งแรก ตอนนี้มีพ่อค้าแม่ค้าเข้าโครงการเกือบ 1 ล้านรายแล้ว
“อันนี้ผลออกมาชัด พอเราเอา Food Delivery เข้ามา ข้อมูลเร็กคอร์ดชัดเจน มีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า 4 เท่า จากแพลตฟอร์มแต่ละเจ้า นี่คือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่เขา Upskill ขึ้นมา แล้วมันก็ตกไปถึงไรเดอร์ ข้อมูลก็ชัดว่าไรเดอร์มีรายได้เพิ่มขึ้น 15% นี่คือ การกระตุ้นสั้น แต่ได้ผลยาว ซึ่งเชื่อว่าเมื่อพ่อค้าแม่ค้าทำเป็นแล้ว เขาจะสามารถต่อยอดไปตลอดชีวิต นี่คือการที่เขาไปต่อได้”
นอกจากนี้ ด้วยการที่ใช้ดิจิทัล ใช้ AI ทำให้เห็นชัดเจนว่าเงินกระจายไปที่ไหน โดยเงินจากคนละครึ่งพลัส กว่า 40,000 ล้านบาท พบว่ากระจายอยู่ในกรุงเทพฯแค่ 16% เท่านั้น ที่เหลือกระจายไปต่างจังหวัดหมด ซึ่งก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้กระจายตัวไปสู่รายย่อยทั่วประเทศ
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ทำงานมา 6-7 สัปดาห์ แผนการฟื้นเศรษฐกิจตอนนี้ออกมาหมดแล้ว ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปหมดแล้ว ทั้งคนละครึ่งพลัส, เที่ยวดีมีคืน ที่เน้นให้เที่ยวเมืองรองแล้วหักภาษีได้มากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้มีการรีโนเวต ซ่อมโรงแรมในเมืองรอง โดยให้หักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น หักภาษีได้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เกิดการกระจายตัว
ชุบชีวิตใหม่ลูกหนี้ “แก้หนี้ไว ไปต่อได้”
นอกจากการฟื้นเศรษฐกิจแล้ว ประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่พูดกันมานาน ซึ่งก็ใช้หลักเดียวกัน คือ แก้แล้วได้ผลยาว โดยเปลี่ยนวิธีทำ ไม่ทำคนเดียว แต่จับมือกับภาคเอกชน ธนาคารแห่งประเทศไทย จากสมัยก่อน ธปท. กับกระทรวงการคลังไม่ค่อยคุยกัน ตอนนี้คุยกันทุกวัน
รวมทั้งสมาคมธนาคารไทย แบงก์รัฐ แบงก์เอกชนเพื่อดึงหนี้คนตัวเล็กตัวน้อย ที่มีหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งมีอยู่ 3.4 ล้านคน เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน (Unsecured) ดึงหนี้ออกมาไปใส่ในบรรษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อให้เกิดการรวมหนี้ เพราะลูกหนี้บางรายมีเจ้าหนี้หลายราย มีทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งช่วยชุบชีวิตใหม่ให้ลูกหนี้ ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”
“วันนี้ เราทั้งตัดหนี้ ลดต้น ลดดอก และค่าธรรมเนียม แต่เพื่อป้องกันปัญหาวินัยการเงินการคลังในอนาคต เราต้องฟื้นฟูเขา ให้ทักษะด้านการเงิน (Financial Literacy) ชุบชีวิตเขาให้กลับมาเป็นคนดีให้ได้”
ชงแพ็กเกจเติมสภาพคล่อง SMEs
นอกจากนี้ ยังยอมรับความเป็นจริงอีกว่า วันนี้ธุรกิจ SMEs ของไทย สภาพคล่องหายเหือดแห้ง ซึ่ง SMEs มีสัดส่วนถึง 90% ของผู้ประกอบการไทย ถ้าปล่อย SMEs เจ๊ง ตัวใหญ่ก็จะเจ๊งตามไปด้วย วันนี้จึงมีการเตรียมออกแพ็กเกจช่วยเหลือ ซึ่งยึดหลักการเดียวกัน คือยอมรับความเป็นจริง ว่าวันนี้แม้จะมี Soft Loan ให้ แต่แบงก์ก็ไม่กล้าปล่อยกู้อยู่ดี เพราะกลัวความเสี่ยง จึงจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาช่วย
“ผมได้คุยกับแบงก์ เขาบอกว่าถ้าเป็นซัพพลายเชน เขากล้าปล่อย ดังนั้น บริษัทใหญ่จ้างเอสเอ็มอี มาช่วยกันแบบพี่ช่วยน้อง จ่ายเครดิตเทอมให้เขาสั้นลง แล้วให้แรงจูงใจในการคืนภาษีเร็ว ถ้าแบบนี้แบงก์กล้าปล่อย นี่คือแก้อย่างเป็นระบบ แก้สั้น แต่ได้ยาวด้วย โดยจะใช้ทุกมาตรการทั้งการเงิน ภาษี การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเข้ามาช่วย และที่สำคัญ อยากทำเรื่อง Business Transformation ให้กลุ่มเอสเอ็มอี”
เชื่อเมืองไทยยังมีอนาคต
ดร.เอกนิติกล่าวว่า วันนี้ได้ทำ Quick Big Win ออกไปเกือบหมดแล้ว น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังติดหล่ม ดันขึ้นมาได้ในไตรมาสที่ 4 แต่ทางเดียวที่จะไปต่อได้ คือ ยอมรับความเป็นจริงว่าโมเดลเศรษฐกิจที่โตมาแต่อดีต มันใช้ไม่ได้แล้ว
“วันนี้ที่เราโต เรากินบุญเก่า จริง ๆ พวกสงครามการค้าเราเคยเจอมาแล้วในอดีต สมัยสหรัฐมีปัญหากับญี่ปุ่น แต่วันนั้นไม่ได้ใช้ภาษี แต่ใช้กลไกค่าเงิน บีบให้ค่าเงินเยนสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว แต่ญี่ปุ่นก็ฉลาด ก็ย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนเยอะ ซึ่งที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมก็คือ ไทย มาเลเซีย เกิดมาบตาพุด เกิดนิคมอุตสาหกรรมยุคโชติช่วงชัชวาล แต่วันนี้โลกไม่ต้องการการลงทุนแบบเดิม โลกต้องการไฟสะอาด ต้องการ Green Energy”
โดยตนเป็นประธานบอร์ด BOI แทนนายกรัฐมนตรี จึงเน้นเรื่องการลงทุนพลังงานสะอาด ซึ่งมีทั้ง Floating Sora, มี Direct PPA แล้วก็ต้องปลดล็อก BOI เพราะวันนี้ต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง คือ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีเสน่ห์ เพราะคนที่อยากมาลงทุนมีเยอะมาก ล่าสุดมีถึง 1.3 ล้านล้านบาท โตกว่าปีที่แล้ว 90% กว่า แต่ติดล็อกหมด ทั้งการขอน้ำ ขอไฟฟ้า ขอคนทำงาน
“อันนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินใด ๆ แค่ไปปลดล็อกก็ได้ ถึงทำโครงการ Fast Past ซึ่งจะเข้า ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 24 พ.ย.นี้ ใครถือ Fast Past เวลาจะลงทุน ปกติต้องไปติดต่อเป็นสิบหน่วยงาน เราต้องอนุมัติเร็ว ภายในกำหนด แล้วใช้มติ ครม.ปลดล็อกให้ เชื่อไหมว่าจะมีการลงทุนใหม่ อีกประมาณ 3 แสนล้านบาท ถ้าปลดล็อกอันนี้ออกไป ซึ่งมีแค่ 60 โครงการ มันจะมีการลงทุนขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมที่รออยู่ มีทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ PCB รวมถึง EV, Medical ซึ่งคนสนใจ Food Processing และ Data Center”
จากอุตสาหกรรมที่จะมาลงทุนเหล่านี้มองได้ว่า เมืองไทยยังมีอนาคต แต่สิ่งสำคัญที่สุด ต้องมีการปลดล็อกเรื่องการ Reskill ซึ่งการที่ประเทศจะพัฒนาไปต่อได้ ต้องทำให้คนไทยเก่งขึ้น จึงจะใช้เงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่มีอยู่แล้ว ไม่กระทบฐานะการคลัง
“จะเน้นการทำ Reskill และทำจากฝั่งต่างชาติ หรือบริษัทที่ได้รับ BOI ที่เข้ามาลงทุน คุณบอกมาเลยว่าต้องการมาตรฐานแบบไหน Reskill ภายใน 4 เดือน ตั้งเป้าหมายไว้ 1 แสนคน แล้วจับมือกับมหาวิทยาลัย และก็ไปตามภูมิภาคด้วย นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่ออัพเกรดคนไทยให้ไปต่อได้”
ปี’69 “ปีแห่งการลงทุน” เพื่อ “ไปต่อ”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า วันนี้หลังจากที่มีมาตรการมาฟื้นเศรษฐกิจไตรมาส 4 ให้ไม่ติดหล่มแล้ว หากจะไปต่อได้ ปีหน้า (2569) ต้องเป็นปีแห่งการลงทุน โดยเน้น 2 เรื่อง คือ เรื่องแรกคน ทำให้คนไทยเก่งขึ้น ผ่านการ Reskill-Upskill เป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่ ซึ่งจะสร้างรากฐานให้ประเทศไทย
เรื่องที่สอง ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ อย่างพลังงานสะอาด ซึ่งสำคัญมาก ตลอดจนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Automation การลงทุนใน AI และเรื่อง Data Center ก็ต้องอัพเกรดขึ้นมา รวมถึงโซลาร์ฟาร์ม
“ทั้งหมดนี้จะใช้นวัตกรรมทางการเงิน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ หรือ ไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์ และการให้เอกชนร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อให้ประเทศไทยไปต่อได้” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังกล่าว