Skip to content

ค่าเงินบาททรงตัวในกรอบแคบ หลังเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ย

24 พ.ย. 2568 | 17:38น.
ค่าเงินบาททรงตัวในกรอบแคบ หลังเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ย

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ 24 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเข้าวันนี้ (24/11) ที่ระดับ 32.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ วิ่งในกรอบจำกัดจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 32.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยเช้าวันนี้ Dollar Index ปรับตัวที่ระดับ 100.27 หลังจากจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ส่งสัญญาณว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกภายในปีนี้ โดยเขากล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศชิลีเมื่อวันศุกร์ (21/11) ว่า เขามองว่านโยบายการเงินยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างตึงตัว แม้ว่าน้อยลงกว่าเดิมหลังการดำเนินนโยบายล่าสุด

ดังนั้นจึงยังมีช่องว่างสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของเฟดในระยะใกล้ เพื่อให้ทิศทางนโยบายเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลางมากขึ้น และยังคงรักษาสมดุลในการบรรลุเป้าหมายทั้งสองประการของเฟด การแสดงความเห็นของนายวิลเลียมส์ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค.

โดยเครื่องมือ CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักกว่า 70% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. หลังจากที่ให้น้ำหนักไม่ถึง 40% ในช่วงก่อนหน้านี้ ด้านสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) กระทรวงแรงงานสหรัฐประกาศยกเลิกการเผยแพร่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน ต.ค. ซึ่งเดิมมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ทำให้ BLS ไม่สามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังของการสำรวจได้ ส่วนดัชนี CPI ประจำเดือน พ.ย. ซึ่งเดิมมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 10 ธ.ค. จะถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 18 ธ.ค.

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (24/11) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 วันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมโดยวาระที่คาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมวันนี้ โครงการช่วย SME ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแย่งขัน 10,000 ล้านบาท และโครงการ reskiil-upskill แรงงาน

โดยเน้นการพัฒนาทักษะให้บุคลากร 100,000 คน ด้านกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ พิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ใน 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1. การเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2. มาตรการสนับสนุนด้านภาษีในมิติต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย รวมถึงการเร่งคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการด้วย 3. จะใช้ระบบดิจิทัลในการสั่งซื้อสินค้าจาก SMEs ไทย ซึ่งถือเป็นแนวทางในการสนับสนุนสินค้าไทยผ่านมาตรการของรัฐบาล

โดยจะเป็นความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมเสนอมาตรการ “Fast Pass” เพื่อเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติและโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างท่ออยู่ในระบบ ซึ่งมีกว่า 60 โครงการ มูลค่า 3 แสนล้านบาทที่ได้ยื่นคำขอไว้แล้ว ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.47-32.52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32,48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (24/11) ที่ระดับ 1.1509/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 1.1524/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ผลสำรวจภาคเอกชนที่จัดทำโดย S&P Global ที่เปิดเผยในวันศุกร์ (21/11) ชี้ กิจกรรมทางธุรกิจในยูโรโซนยังคงขยายตัวอย่างมั่นคงในเดือน พ.ย.

โดยได้รับแรงหนุนจากภาคบริการที่เติบโตเร็วที่สุดในรอบ 1 ปีครึ่ง สวนทางกับภาคการผลิตที่กลับเข้าสู่ภาวะหดตัวอีกครั้งจากปัญหาอุปสงค์อ่อนแอ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซนจาก HCOB อยู่ที่ระดับ 52.4 ในเดือน พ.ย. ลดลงเล็กน้อยจากจุดสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ระดับ 52.5 ในเดือน ต.ค. แม้ตัวเลขจะต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 52.5 แต่ดัชนียังคงยืนเหนือระดับ 50.0 ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกัน

เมื่อดูรายภาคส่วน ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.1 ในเดือน พ.ย.จากระดับ 53.0 ในเดือน ต.ค. ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2567 และออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 52.8 ในทางกลับกัน ภาคการผลิตกลับสู่ภาวะหดตัวหลังจากประคองตัวอยู่ที่ระดับทรงตัวได้ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 49.7 ในเดือน พ.ย. ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. และต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 50.2 ความต้องการสินค้าที่ชบเซาส่งผลให้โรงงานต่าง ๆ จำเป็นต้องลดคนงานลงด้วยอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 7 เดือน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1510 – 1.1534 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1526/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (24/11) ที่ระดับ 156.67/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/11) ที่ระดับ 156.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (24/11) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นชี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเปิดกว้างสำหรับการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราเพื่อลดผลกระทบข้างเคียงที่เกิดจากการอ่อนของเงินเยน

ซึ่งท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลสะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21/11) ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เตือนว่า เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้ และรัฐบาลเชื่อว่าการเข้าแทรกแซงค่าเงินถือเป็นทางเลือกหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าตลาดยังคงมีเสถียรภาพ

โดยรัฐบาลจะ “ดำเนินการอย่างเหมาะสมตามความจำเป็น” อันเป็นผลมาจากการที่เงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 10 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความวิตกกังวลว่านายกรัฐมนตรีทาคาอิจิจะเพิ่มการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลภายใต้นโยบายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้สถานะการคลังของญี่ปุ่นจะย่ำแย่ที่สุดในบรรดาประเทศในกลุ่ม G7 ก็ตาม นอกจากนี้ตลาดยังจับตาดูกรณีพิพาทระหว่างญี่ปุ่นและจีนด้วย ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 156.43 – 156.93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 156.69/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนียอดขายปลีกขั้นพื้นฐานเดือน ก.ย. (25/11), ดัชนียอดขายปลีกพื้นฐานเดือน ก.ย. (25/11), ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือน ก.ย. (25/11), ดัชนียอดขายปลีกเดือน ก.ย. (25/11), รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากซีบี (25/11), ดัชนีจีดีพิไตรมาส 3 (26/11), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (26/11), ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล PCE เดือน ก.ย. (26/11), ยอดขายบ้านใหม่ เดือน ก.ย. (26/11), สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ (26/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.9/-6.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ – 2.8/-2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เงินบาท เฟด