ค่าเงินบาท ธนบัตร แบงก์
บาทแข็งค่า หลังตัวเลขสหรัฐอ่อนแอ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 6.8 จุด สู่ระดับ 88.7 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. กดดันเฟดปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/11) ที่ระดับ 32.26/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (25/11) ที่ระดับ 32.31/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์ก ซึ่งลดลงแตะที่ระดับ 99.78 ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด ดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.7%
ทางด้าน Conference Board มีการเปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 6.8 จุด สู่ระดับ 88.7 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 93.2 โดยได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในภาคครัวเรือนและตลาดแรงงานสหรัฐ อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายเดือนซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือน ส.ค.
โดยข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคอ่อนแอลงและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ชะลอตัวลงด้วย ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมวันที่ 9-10 ธ.ค.
อีกทั้งนักลงทุนจับตาการรายงานดัชนีจีดีพีไตรมาส 3 และจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงินเพิ่มเติม ขณะที่ FedWatch Tool เอง CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 85% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้
โดยทองคำเคลื่อนไหวที่ระดับ 4,158.34 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ จากการถูกขายทำกำไรระยะสั้นหลังปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 4,169.58 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งระหว่างวันเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง และแตะระดับสูงสุดในรอบการซื้อขายที่ตลาดเอเชียในวันพุธ ท่ามกลางการคาดการณ์ของเฟดที่มีท่าทีผ่อนคลายทางการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังจากข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (25/11) ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณของภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เมื่อวานนี้ (25/11) นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ต.ค. 2568 มีมูลค่า 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 5.7% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกันแม้จะชะลอลงจากเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐ จีน และสหภาพยุโรป
ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 32,272.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทยังปรับตัวแข็งค่าจากคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.21-32.28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.24/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/11) ที่ระดับ 1.1571/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (25/11) ที่ระดับ 1.533/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เนื่องมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง โดยค่าเงินยูโรพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 1.1600 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
นับเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นวันที่สามติดต่อกันท่ามกลางความระมัดระวังเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1562 – 1.1595 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1575/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/11) ที่ระดับ 156.34/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (25/11) ที่ระดับ 156.32/33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันนี้ (26/11) มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานปรับตัวขึ้น 2.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งตรงตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2%
ส่วนนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ระบุว่า ญี่ปุ่นไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างทางการคลังได้หากไม่เสริมสร้างเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง และกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) และค่าเงินเยน พร้อมทั้งเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวที่เป็นการเก็งกำไร ส่งผลให้เงินเยนถูกกดต้นจากบรรยากาศการลงทุนเชิงบวกและความกังวลด้านการคลังของญี่ปุ่น
ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ก็ส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หรือ ม.ค. เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเติบโตของค่าจ้าง ในส่วนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่าการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (24/11) เป็นไปอย่างราบรื่น และมองว่าสถานการณ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนยังเป็นไปด้วยดี ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.63 – 156.49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 156.41/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีจีดีพีไตรมาส 3 (26/11), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (26/11), ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล PCE เดือน ก.ย.(26/11), ยอดขายบ้านใหม่ เดือน ก.ย. (26/11), สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ (26/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.0/-6.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -3.2/-2.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ