คอลัมน์ : เติมความคิดพิชิตการลงทุน ผู้เขียน : พบชัย ภัทราวิชญ์ บล. InnovestX
ปี 2568 เป็นปีที่ SET Index เผชิญความผันผวนสูง ปรับลง 8% YTD ส่วนในปี 2569 คาดว่ายังมีสถานการณ์ที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจถึงทิศทางของตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
อาทิ เสถียรภาพทางการเมืองไทย (การยุบสภา การเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ปี 2569), ทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย (การตัดสินใจของทั้งเฟดและ กนง.), นโยบายทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์, สงครามการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เรามองว่า หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นที่จำเป็นและจะยังสามารถเอาชนะตลาดได้ คือ “การแบ่งเงินลงทุนไว้ในหุ้นปันผลคุณภาพดี”
ภายใต้ภาวะตลาดและราคาหุ้นที่เผชิญความผันผวนด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละปี เรามองว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นปันผลเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งและยังได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากหุ้นปันผลมักเป็นบริษัทที่ธุรกิจมีความเสถียร ฐานะการเงินแข็งแกร่ง หนี้สินต่ำ กำไรมั่นคง จึงทำให้สามารถสร้างกระแสเงินสดที่จับต้องได้จริง (Passive Income) ช่วยให้พอร์ตลงทุนมีรายได้สม่ำเสมอ และยังสามารถนำเงินปันผลไปลงทุนซ้ำ (Reinvestment)
เพื่อให้เกิดผลตอบแทนทบต้นและเพิ่มความมั่งคั่งให้พอร์ตเติบโตก้าวกระโดดในระยะยาว อีกทั้งราคาหุ้นปันผลมักจะผันผวนต่ำและมีเสถียรภาพกว่าหุ้นกลุ่มอื่น ๆ จึงช่วยลดความผันผวนของพอร์ตและความเครียดของนักลงทุนในช่วงตลาดขาลงหรือปรับฐานได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของแต่ละดัชนี (จากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา) พบว่า SETHD ยังสามารถปรับขึ้นได้เฉลี่ยปีละ 2.2% เมื่อเทียบกับ SET50 ที่ปรับขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 0.1% และ SET ที่ปรับลดลงเฉลี่ยปีละ 0.3% ขณะที่หากพิจารณาผลตอบแทนเฉลี่ยจากเงินปันผล พบว่า SETHD ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยราวปีละ 5.1% เมื่อเทียบกับ SET50 ที่ 2.9% และ SET ที่ 3.0% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในหุ้นปันผลจัดเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนท่ามกลางทุกสภาวะ
เราได้คัดสรรหุ้นปันผลที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ 1) ผลประกอบการมีแนวโน้มมั่นคงหรือเติบโตได้ในระยะยาว 2) มีประวัติจ่ายปันผลสม่ำเสมอติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 10 ปี, มี Div. Payout Ratio ทรงตัวหรือสูงขึ้นจากในอดีต และคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5% 3) ราคาหุ้นผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับ SET Index (Low Beta < 1) 4) ฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงทางการเงินต่ำ (IBD/E < 2, ICR > 1)
และ 5) มี SET ESG Rating A-AAA สะท้อนว่ามีความเสี่ยงทุจริตและความเสี่ยงการดำเนินงานต่ำ ทำให้มีศักยภาพเติบโตและจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบมี 5 หุ้นปันผลที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว ได้แก่ AP DIF KTB PTT และ TISCO
ส่วนนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดระยะสั้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้าให้แก่พอร์ตลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในช่วงพักฐานและกำลังรอติดตามความชัดเจนในด้านต่าง ๆ เราได้คัดสรรหุ้นปันผลภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ 1) ผลประกอบการปี 2568 ยังมั่นคงหรือเติบโตได้ 2) คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และ 3) ราคาหุ้นผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับ SET Index (Low Beta < 1)
ซึ่งพบมี 5 หุ้นปันผลที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ BAM KBANK SAT THANI และ TLI