Skip to content

‘โดรน’ ยกระดับเกษตรไทย ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand

13 ก.พ. 2569 | 08:14น.
‘โดรน’ ยกระดับเกษตรไทย ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand
คอลัมน์ : นอกรอบ 
ผู้เขียน : ปริญญาพร นงคะวาส Krungthai COMPASS

ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ผลิตภาพต่ำ และความสามารถในการปรับตัวที่จำกัด สาเหตุหลักมาจากผลิตภาพของไทยที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น ข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย แต่ก็มีต้นทุนในการผลิตข้าวที่แพงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างอินเดีย โดยไทยมีต้นทุนสูงกว่าอินเดียถึง 1.6 เท่า

เช่นเดียวกันกับไก่เนื้อ ที่ไทยมีต้นทุนในการผลิตไก่ที่สูงกว่าบราซิลที่ 1.1 เท่า และกุ้งขาวไทยมีต้นทุนสูงกว่าอินเดียที่ 1.1 เท่า นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐยังซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดส่งออก และอาจทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับประเทศคู่แข่ง ซึ่งอาจจะกระทบต่อรายได้และกำไรของธุรกิจเกษตรไทย

การเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งโดรนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง เนื่องจากช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน และยังตอบโจทย์ด้าน ESG

ซึ่งคาดว่าโดรนจะเป็นหนึ่งใน Key Enabler ที่ช่วยเพิ่ม Productivity และ Innovation ในภาคเกษตร รองรับการขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand ซึ่งได้กำหนดให้ภาคเกษตรเป็นหนึ่งใน Priority Sector สำคัญในการเร่งยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยไปสู่เกษตรอัจฉริยะ

Krungthai COMPASS ประเมินว่าในปี 2030 มูลค่าตลาดโดรนเพื่อการเกษตรของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 5.4 พันล้านบาท จากประมาณ 1.0 พันล้านบาทในปี 2024 สะท้อนถึงบทบาทของเทคโนโลยีโดรนที่จะเข้ามามีส่วนในการยกระดับประสิทธิภาพภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การนำโดรนมาใช้ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการหว่านปุ๋ยและกำจัดวัชพืชด้วยโดรนสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ราว 10-15% ขณะเดียวกัน ยังลดการใช้สารกำจัดวัชพืชได้ถึง 40% ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึง 50% และลดปริมาณน้ำที่ใช้ในการผสมสารเคมีได้มากถึง 10 เท่า อีกทั้งยังช่วยลดการสัมผัสสารเคมีโดยตรงของเกษตรกร ยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ในเชิงผลประกอบการ โดรนมีศักยภาพในการช่วยเพิ่มอัตรากำไรของผู้ประกอบการในภาคเกษตร สำหรับธุรกิจปลูกข้าว คาดว่าสามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้ราว 30% จากการประหยัดต้นทุนปุ๋ย และการเพิ่มผลผลิต ขณะที่ฟาร์มสัตว์ปีกสามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้ราว 12%

เนื่องจากโดรนช่วยลดความเครียดของสัตว์จากการรบกวนของแรงงานคน ส่งผลให้ผลผลิตรวมของฟาร์มปรับตัวดีขึ้น ส่วนธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลา โดรนช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้ประมาณ 8% จากการประหยัดค่าอาหาร การลดอัตราการตาย และการเพิ่มผลผลิตรวมของบ่อเพาะเลี้ยง

นอกจากนี้ หากประเทศไทยมีการใช้โดรนในภาคเกษตรสำหรับการเพาะปลูกข้าวอย่างแพร่หลาย จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 0.2 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกป่าประมาณ 0.2 แสนไร่ ภายใต้สมมุติฐานว่าภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันผลักดันการใช้โดรนในภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ

ทั้งในด้านการสนับสนุนเงินลงทุน และการจัดการข้อมูลการเพาะปลูก ส่งผลให้อัตราการใช้โดรนในภาคเกษตรของไทยขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของโลกที่ 10.4% ของพื้นที่เกษตรทั่วโลกทั้งหมด

Krungthai COMPASS แนะนำให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมสู่การประยุกต์ใช้โดรนในภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยผู้ประกอบการควรนำข้อมูลจากโดรนมาใช้วางแผนการเพาะปลูกแบบแม่นยำ โดยเฉพาะกิจกรรมการหว่านปุ๋ยและพ่นสารกำจัดวัชพืชซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการ รวมถึงติดตามกฎหมายและแนวโน้มเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความคุ้มค่าและสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Reinvent Thailand เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีโดรน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการค้ำประกันสินเชื่อ ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการโดรนควรพัฒนาระบบให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ง่าย มีการจัดการ ติดตาม และประเมินผลการใช้งานอย่างเป็นระบบ

รวมถึงมีการต่อยอดบริการใหม่ เช่น การตรวจสภาพดินหรือคุณภาพแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน ส่วนภาครัฐควรสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการขออนุญาตที่รวดเร็ว ควบคู่กับมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่อ่อนไหว และการส่งเสริมศูนย์ซ่อมบำรุงในระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็งและผลักดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะตามแนวคิด Reinvent Thailand