MFC ตั้งเป้า SET ปี’69 ลุ้นแตะ 1,480-1,500 จุด เสถียรภาพการเมือง-เงินทุนไหลเข้าหนุน
บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มอง SET บวก หลังการเมืองส่งสัญญาณมีเสถียรภาพ มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายโดยเร่งการจัดตั้ง ครม. และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งการลงทุนจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้เพิ่มขึ้นมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง รวมทั้งได้อานิสงส์ต่างชาติปรับลดการลงทุนตลาดหุ้นอินโดนีเซีย พร้อมประเมินดัชนีตลาดหุ้นปีนี้ระดับ 1,480-1,500 จุด
นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน เอ็มเอฟซี (MFC) กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงจำนวนมากเกือบ 200 เสียง ถือว่าเป็นผลบวกต่อการลงทุนและตลาดหุ้นเนื่องจากคะแนนเสียงจำนวนมาก มองว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องด้านนโยบายและหากสามารถดำเนินการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายได้รวดเร็ว จะยิ่งทำให้นักลงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายสนับสนุนด้านเศรษฐกิจจะทำให้ช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยได้
“ต้องยอมรับว่าเราอยู่กับความไม่แน่นอนมานาน ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเราก็ขยายตัวต่ำมาก ส่งผลตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย กดดันเงินทุนไหลออกไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท” นายชาคริตกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งมีสัญญาณให้เห็นมาก่อนการเลือกตั้ง 2-3 สัปดาห์ ที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ เป็นผลจากเราได้รับอานิสงส์จากต่างชาติปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากปัญหาสภาพคล่องหุ้นที่ต่ำ ทำให้เงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยบางส่วน และต่อเนื่องมาจนถึงหลังการเลือกตั้ง ประเมินว่าทิศทางหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่เป็นบวก
โดยมองดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปซื้อขายกันที่ระดับ 1,480-1,500 จุด หรือมีการซื้อขายกันที่ระดับ P/E Ratio ที่ประมาณ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยาว 10 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันที่ระดับ P/E Ratio ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมานาน
“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลใหม่หลังมีการจัดตั้ง ครม. และมีการแถลงนโยบายที่ชัดเจนจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และถ้ารัฐบาลมีเสียรภาพในระยะยาว การแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือน หรือนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการเมืองและแศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมายาวนานในช่วง 3-4 ปี โดยถ้านับจากปี 2565 ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกได้ฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 และทำจุดสูงสุดใหม่กันหมดแล้ว แต่ตลาดหุ้นไทยเรายังติดลบ 16-17% เป็นอะไรที่ยาวนานมาก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะตกต่ำก็ไม่ต่อเนื่องเกิน 1 ปี ก็จะขยับขึ้นได้ ไม่เคยตกต่ำยาวนานถึง 3 ปี” นายชาคริตกล่าว
ทั้งนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่ากลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากทั้งในส่วนมาตรการภาครัฐและความเชื่อมั่น ในความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน (FDI) นอกเหนือจากธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเช่นกัน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังและเตรียมความพร้อม ด้านปัจจัยภายนอก คือ การเจรจาการค้าที่ยังไม่จบ ซึ่งอาจจะสร้างความผันผวนได้บ้าง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน รวมทั้งตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีต ที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่องอาจจะปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้ รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้เป็นปัญหา เพราะปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนต้องประเมินความเหมาะสมในการจัดการสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมทั้งการมีเงินสดบางส่วน เพื่อลดผลกระทบตามสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
