เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

SCC สั่งปิดโรงงานโอเลฟินส์ชั่วคราวจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบต่อต้นทุนเดือนละ 150 ล้าน

10 มี.ค. 2569 | 12:51น.
SCC

SCC

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แจ้งการหยุดเดินโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) บริษัทย่อยของ SCC ชั่วคราวจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทบต่อต้นทุนเดือนละ 150 ล้านบาท ยืนยันมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง-มีเงินสดในมือเพียงพอหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดข้อจำกัดในการจัดหาแนฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์

จากการประเมินสถานการณ์ดังกล่าวที่มีความยืดเยื้อและไม่แน่นอน ส่งผลให้วัตถุดิบในการผลิตบางส่วนยังไม่สามารถขนส่งมายังประเทศปลายทางได้ตามแผน ดังนั้น เพื่อรับมือกับเหตุสุดวิสัยดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงานบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว โดย ROC ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้ว

ในการหยุดโรงงาน ROC ดังกล่าวมีผลกระทบต่อต้นทุนโดยประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน เนื่องจาก ROC เป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูง (Highly Effiency) ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติในการดำเนินงาน (Automation & Digitalization)

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ โดยคำนึงถึงลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ

นอกเหนือจากการหยุดโรงงาน ROC ข้างต้น การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ รวมถึงธุรกิจอื่นของเอสซีจียังคงดำเนินการตามปกติ โดยมีการปรับการดำเนินงานให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้

เอสซีจีมีบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินสดในมือเพียงพอหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยในปี 2568 เอสซีจีมี Adjusted EBITDA รวม 55,012 ล้านบาท (ซึ่งเป็นสัดส่วนจากลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ประมาณ 4,000 ล้านบาท การหยุดโรงงาน ROC เป็นการชั่วคราวจึงไม่กระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัย)

ด้านบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ระบุว่า ผลกระทบเบื้องต้นจากการปิดโรงงาน ROC ชั่วคราว INVX ประเมินผลกระทบเบื้องต้นจากการปิดโรงงาน ROC ได้ว่าจะทำให้กำไรลดลง ประมาณ 550 ลบ./ไตรมาส (7% ของประมาณการกำไรปี 2569 ของ INVX) จากต้นทุนคงที่ที่เหลืออยู่ ผู้บริหารยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด ที่ต้องปิดโรง MOC และ LSP ด้วย คาดว่าผลกระทบจะอยู่ที่ ประมาณ 1.5 พันล้านบาท/ไตรมาส (18% ของประมาณการกำไรปี 2569 ของ INVX) อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย

ส่วนผลกระทบต่อธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจซีเมนต์มีจำกัด ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจซีเมนต์อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะถ่านหิน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่ม SCG ได้เปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงทางเลือกมากกว่า 50% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ผลกระทบจึงยังคงอยู่ในวงจำกัด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ INVX มองเห็น downside ที่อาจเกิดขึ้นต่อประมาณการกำไรปกติปี 2569 ทั้งหมดจากความไม่แน่นอนและระยะเวลาขาดแคลนวัตถุดิบท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยแนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยขายลดความเสี่ยงเพื่อรอดูสถานการณ์จนกว่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น จึงยังคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ SCC ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 229 บาท อ้างอิงวิธี SOTP (EV/EBITDA ที่ 8 เท่า สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์และบรรจุภัณฑ์, 9 เท่า สำหรับธุรกิจซีเมนต์ และ PBV 1.5 เท่า สำหรับบริษัทร่วม)

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์อุปทานล้นตลาดในธุรกิจซีเมนต์และธุรกิจเคมิคอลส์

ทั้งนี้ ราคาหุ้น SCC เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ปิดที่ 166.50 บาท ลดลง 19.50 บาท (-10.48%) มูลค่าซื้อขาย 2,926.69 ล้านบาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)