ประธาน FETCO คนใหม่ กาง 5 แนวทาง ดึงดูดเงินไหลเข้าตลาดทุนไทยเร่งด่วนภายใน 2 ปี
หลังจากคณะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มีมติเลือก “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ FETCO มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการกลับมานั่งเก้าอี้นี้เป็น “รอบที่ 3” โดยรับตำแหน่งต่อจาก “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมา 2 วาระ (4 ปี) ล่าสุด ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ “พัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นตลาดทุนระดับโลก”
ดันตลาดทุนตอบโจทย์ประเทศ
“ที่ผ่านมาเราอาจจะพูดกันว่า จะทำอย่างไรให้ดัชนีมันเพิ่มขึ้น แต่ผมว่าวันนี้เราต้องมองกลับกันแล้ว ว่าเราจะสามารถช่วยประเทศได้อย่างไรบ้าง ในการไปสู่จุดหมายที่ต้องการ ซึ่งวันนี้โจทย์ใหญ่ของประเทศคือ เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจ โดยต้องมีการลงทุนมหาศาล เพราะห่างเหินมานาน ลงทุนกันแค่ 22-23% ของ GDP ถือว่าต่ำ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) อยากเห็นกลับขึ้นไปที่ 30% ใกล้เคียงกับระดับของเวียดนาม แล้วจุดหมายต่อไป คือประเทศไทยอยากเข้าเป็นสมาชิก OECD และหมุดหมายสุดท้าย รัฐบาลต้องการผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภายใน 12 ปี”
เมื่อโจทย์ของประเทศเป็นอย่างนี้ “ไพบูลย์” กล่าวว่า ในช่วงวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี จึงวางแผนพัฒนาตลาดทุนไทยให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศ ซึ่งแม้ว่าช่วงเวลาสั้น ๆ อาจจะทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็จำเป็นต้องยกระดับตลาดทุนไทยขึ้นมา โดยนอกจากจะทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนแล้ว ยังต้องเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนด้วย ไม่ใช่เป็นแค่ที่เล่นหุ้นของคนไม่กี่คน ซึ่งหากจะสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่จริง ๆ ตลาดทุนต้องพร้อม
แผน 2 ปี ดึงโฟลว์เข้าตลาดทุน
“ไพบูลย์” กล่าวว่า เป้าหมายระยะสั้น (2569-2571) เริ่มต้นก็ต้องทำให้ตลาดทุนไทยกลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความน่าสนใจมากขึ้น จาก 3-4 ปีที่ผ่านมาที่ตลาดทุนไทยค่อนข้างซบเซา และมาเริ่มดูดีขึ้นในปีนี้ เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะต้อง “รักษา” จุดนี้ไว้และพัฒนาต่อ เพื่อดึงดูดสภาพคล่อง โดยเฉพาะสภาพคล่องระยะยาวให้เข้ามามากขึ้น
“ปัญหาของไทย คือเรามีสภาพคล่องระยะสั้นเยอะ ซึ่งมันผันผวน แต่ถ้าเรามีสภาพคล่องระยะยาวเข้ามา โดยมีสัดส่วนที่สูงขึ้น ก็จะช่วยลดความผันผวนลงได้ ขณะที่กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องทำให้เป็นสากล เพราะกฎเกณฑ์แบบ Thailand Only คงไม่ได้ ถ้าเราจะดึงดูดเงินจากต่างประเทศเข้ามา”
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเป้าหมายจะประกอบด้วย แผนยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ 1.“Demand Side : ขยายฐานผู้ลงทุน” ประกอบด้วย (1) ผลักดันโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) ให้ออกมาภายในปีนี้ ซึ่งการพิจารณาคืบหน้าไปมากแล้ว เหลือยังต้องตกลงเรื่องวงเงินลดหย่อนภาษี กับกำหนดเวลามีผลบังคับใช้ว่าจะให้เริ่มเมื่อไหร่
(2) ผลักดันการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากกองทุนต่างชาติและผู้มีความมั่งคั่งสูง (Global HNW)
(3) ดึงเงินระยะยาวจากคนรวยในต่างประเทศให้เข้ามาในประเทศมากขึ้น โดยเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์ในการจัดการความมั่งคั่งของคนรวย ซึ่งอาจจะทำในรูป Long Term VISA โดยกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมีการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุนไทยจำนวนหนึ่ง รวมถึงสนับสนุนให้ต่างชาติมาจัดตั้ง Family Office เพื่อบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทย
(4) ยกเว้นภาษีเพื่อดึงเงินไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศกลับเข้ามา จากช่วงที่ผ่านมามีเงินออกไปลงทุนต่างประเทศมาก ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไม่ดี
“ตอนนี้คนที่นำเงินออกไปแล้ว มีกำไรแล้ว แต่ไม่กล้านำกลับเข้ามา เพราะมันมีภาษีกำไรที่จะต้องนำมาแสดง ซึ่งก็มีการพูดคุยกันว่า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้รัฐบาลยกเว้นภาษีตรงส่วนนี้ชั่วคราว หรือระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเอื้อให้เงินเหล่านี้เข้ามา แลกกับการให้เขามาลงทุนในตลาดทุนไทย”
และ (5) แก้เกณฑ์ให้สมาคมการค้า สามารถลงทุนในตลาดทุนได้จากที่ทุกวันนี้ฝากเงินได้อย่างเดียว ซึ่งสมาคมเหล่านี้มีเงินจำนวนมาก โดยอาจจะเริ่มจากลงทุนในตราสารหรือกองทุนที่เสี่ยงต่ำ ๆ ก่อน
ซัพพอร์ตรัฐระดมทุน
“ไพบูลย์” กล่าวอีกว่า 2.“Supply Side : เพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุน” ประกอบด้วย (1) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) ที่รัฐบาลพูดหลายครั้งถึงความจำเป็นต้องใช้เป็นแหล่งในการระดมทุนเพื่อทำโปรเจ็กต์ของรัฐ เนื่องจากปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ค่อนข้างสูง และเพิ่งมีการออกกฎหมายกู้เงินอีก 4 แสนล้านบาทไป
“ตลาดทุนต้องออกแบบให้สามารถรองรับการระดมทุนใหญ่ ๆ ที่จะเข้ามาเรื่อย ๆ โดยจะทำให้เกิดความมั่นใจ อาจจะต้องมี Market Maker ไหม ตรงนี้ต้องไปคุยกันในรายละเอียด เพื่อซัพพอร์ตรัฐบาลในการจะเข้ามาระดมทุนเยอะ”
(2) ผลักดันให้กิจการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) และมีกลไกเข้าจดทะเบียนแบบ Fast Track ให้กับบริษัทประเภทใหม่ ๆ(3) ผลักดันสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทในโครงการ Jump+ ที่สามารถทำกำไรได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยเดิม เช่น อาจจะลดภาษีให้ เป็นต้น (4) เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ขนาดใหญ่ และ (5) ปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี สามารถออกหุ้นสามัญที่มีสิทธิในการออกเสียงไม่เท่ากันได้
“นี่เป็นเทรนด์ของตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว คืออนุญาตให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรืออุตสาหกรรมใหม่ ๆ สามารถออกหุ้นที่มีสิทธิในการออกเสียงไม่เท่ากัน เพื่อให้เจ้าของเดิมยังสามารถรักษาสิทธิในการโหวตไว้ได้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ตลอดไป ในช่วงที่เขาจำเป็นต้องมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้เขากล้าโฟลตหุ้นเข้ามาในตลาดได้มากขึ้น”
แก้เกณฑ์-อุปสรรค-ยกระดับ CG
“ไพบูลย์” กล่าวอีกว่า 3. “Ecosystem & Infrastructure : พัฒนาโครงสร้างตลาดทุนและลดอุปสรรค” โดยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล, การพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านการลงทุน, การจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency และการปรับปรุงกฎหมายทรัสต์ เพื่อรองรับการบริหารและวางแผนทรัพย์สินส่วนบุคคลในอนาคต
4. “Trust & Confidence : ยกระดับธรรมาภิบาล (CG) และความเชื่อมั่น” โดยผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลเชิงรุก การจัดตั้งศาลตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน
และ 5. “Investor Relations : ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน” โดยผลักดันการจัด Government Outbound Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดทุนไทยสู่ผู้ลงทุนทั่วโลก จัดกิจกรรม “ตลาดทุนพบภาครัฐ” อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จัดทำและเผยแพร่ดัชนี FETCO Investor Confidence Index ทุกเดือน และร่วมให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านเวทีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“ทั้งหมดนี้ คือแผนงานคร่าว ๆ เพราะเวลาผมก็ไม่ได้เยอะ แค่ 2 ปี ก็จะพยายามทำให้ Demand ระยะยาวมีสูงขึ้น ทำให้ Supply น่าสนใจให้เงินเข้ามาได้จริง ๆ พยายามลดอุปสรรคต่าง ๆ ส่วน Trust & Confidence ก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แล้วก็สื่อสารตลอดเวลา เพื่อให้เราสามารถยกระดับตลาดทุนไทยและซัพพอร์ตแนวทางเดินของรัฐบาลได้”
เป้า “ตลาดพัฒนาแล้ว”
“ประธาน FETCO” กล่าวว่า ส่วนเป้าหมายระยะกลาง อาจจะพ้นช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็อยากเห็นตลาดทุนไทยเป็นผู้นำตลาดทุนอาเซียน ภายในปี 2575 และเป้าหมายระยะยาวก้าวไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว ภายในปี 2583 (Vision 2040) หรือภายใน 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะสอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงของรัฐบาล ภายใน 12 ปี