เลขาฯ กบข. จ่อชงบอร์ดแก้ ‘โจทย์ใหญ่’ ดันข้าราชการออมเพิ่ม
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
แม้จะเพิ่งเริ่มนับหนึ่งการทำงานบนเก้าอี้เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แต่องค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุนของ “ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” มีเต็มเปี่ยม ไม่เพียงเคยบริหารพอร์ตลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอนเป็นรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสมัยเป็น “ข้าราชการพันธุ์ใหม่” ก็เคยฝึกงานที่ กบข.
นอกจากนี้ ตอนเป็นรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังนั่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการจัดการลงทุนของ กบข. มาอยู่แล้ว ทำให้คุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากเข้ารับตำแหน่งไม่นาน “ดร.ศรพล” ก็ลงพื้นที่พบปะสมาชิกในหลายจังหวัด โดยสิ่งเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน แล้วเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการ กบข. ช่วงกลางเดือน ส.ค. นี้ ก่อนจะประกาศต่อสาธารณะต่อไป
โดย “ดร.ศรพล” บอกว่า “โจทย์ใหญ่” ของตนที่อยากจะผลักดัน ก็คือการทำให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกมีเงินออมอย่างเพียงพอภายหลังเกษียณอายุราชการ ซึ่งปัจจุบัน กบข.ดูแลสมาชิกอยู่กว่า 1.2 ล้านคน ทั้งข้าราชการในปัจจุบัน และข้าราชการที่เกษียณแล้วแต่ยังออมเงินต่อ ซึ่งถือว่ายังมีสถานะเป็นสมาชิก
ขณะที่สินทรัพย์ (พอร์ต) รวมทั้งหมดปัจจุบันมีมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่บริหารให้สมาชิกเกือบ 5 แสนล้านบาท และเงินที่บริหารให้กระทรวงการคลังอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท เป็นหลักประกันเวลาเกิดวิกฤต และเพื่อให้มั่นใจว่า กบข.มีเงินสำรองจ่ายบำเหน็จบำนาญแก่ข้าราชการในอนาคต
“ดร.ศรพล” กล่าวว่า งานหลักของ กบข. 2 ด้าน คือ ด้านการลงทุนที่จะต้องบริหารพอร์ต มูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท ให้เติบโตต่อไปได้ และอีกส่วนหนึ่งคือ ด้านการบริการสมาชิก มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ใหญ่ให้ข้าราชการมีเงินออมสำหรับชีวิตหลังเกษียณ (Post Retirement) ผ่านการผลักดัน “หลัก 3 ออม” ซึ่งประกอบด้วย
1.“ออมอย่างเหมาะสม” คือ ให้สมาชิกสามารถเลือกแผนการออมที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกแผนที่ กบข.จัดไว้ให้ หรือเลือกตามช่วงอายุ รวมทั้งเลือกแผนแบบ DIY ตามความสนใจของตัวเอง เช่น หุ้นต่างประเทศ หุ้นในประเทศ ทองคำ หรือออมตามหลักศาสนา นอกจากนี้ กบข.ยังพยายามส่งเสริมให้ความรู้แก่สมาชิกว่าแต่ละแผนมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไปอย่างไร
2.“ออมเพิ่ม” จากเดิมที่สามารถหักเงินออมจากเงินเดือนได้ 3% รัฐสมทบอีก 3% และชดเชยอีก 2% แต่ตอนนี้ กบข.ให้สมาชิกออมได้มากสุด 27% ของเงินเดือน การออมเพิ่มจึงเป็นสิ่งที่ กบข.สนับสนุน เพราะเป็นตัวกำหนดว่าเมื่อเกษียณไปแล้วจะมีเงินออมเท่าไหร่ “ที่ผ่านมามีสมาชิกที่ออมถึงระดับ 27% ของเงินเดือนอยู่ประมาณ 3.5 หมื่นคน ไม่มาก แต่ก็เห็นทิศทางว่ามีสมาชิกออมเพิ่มจากเดิมมากขึ้น”
และ 3.“ออมต่อ” คือ การส่งเสริมให้สมาชิกที่ปลดเกษียณออมเงินในกองทุนต่อไป เนื่องจากมีข้าราชการเกษียณหลายคนที่นำเงินออมออกจากกองทุน แล้วโดนหลอก หรือลูกหลานนำไปใช้จนหมด
“กบข.มีสมาชิกที่ออมต่อหลังเกษียณสะสมรวมราว 8,000 คน จากสมาชิก 1.2 ล้านคน ในช่วงอายุเฉลี่ย 60-80 ปี ขณะที่มีสมาชิกออกจากกองทุนทุกปี ราวปีละ 1.7-1.8 หมื่นคน แต่สมาชิกที่เลือกออมต่อยังน้อย อยู่ในระดับไม่ถึง 1,000 คน หลักการคือข้าราชการต้องตัดสินใจออมก่อน ที่สำคัญคือหากเพิ่มสัดส่วนการออมได้ตั้งแต่อายุยังน้อยจะดีที่สุด”
โดยเมื่อเกษียณแล้วข้าราชการจะมีเงินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ 1.ออมเร็วแค่ไหน 2.ออมเพิ่มหรือเปล่า และ 3.ออมแล้วได้ผลตอบแทนมากหรือน้อย
“2 ปัจจัยแรกยังอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง ดังนั้น อะไรที่อยู่ในควบคุมของตัวเองก็ควรทำ ถ้าทำไหว”
ทั้งนี้ กบข.มีรูปแบบการบริหารสินทรัพย์ หรือพอร์ต แบบ Strategic Asset Allocation (SAA) ซึ่งเป็นการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์การเงิน เพื่อเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว โดยทุก ๆ 3-5 ปี จะประมวลว่าในพอร์ตควรแบ่งบริหารทรัพย์สินอย่างไร เพื่อให้พอร์ตเติบโตต่อไปได้ ทั้งเน้นปลอดภัย (Safe) เน้นเติบโต (Growth) หรือทางเลือกอื่น (Alternative) เช่น การลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity) ซึ่งอาจได้ผลตอบแทนดีกว่า Public Equity ในบางช่วง รวมไปถึงการลงทุนในทองหรือน้ำมันด้วย
“นอกจากหลัก 3 ออมแล้ว ยังตั้งเป้าให้สมาชิกได้รับรู้ข้อมูลพอร์ตของตนเองครบถ้วนขึ้น เพื่อให้สมาชิกตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน โดย กบข.มีเป้าหมายเชื่อมโยงข้อมูลสินทรัพย์อื่นกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากบางครั้งสมาชิกเห็นตัวเลขคาดการณ์เงินออมที่มีจำนวนมาก แต่อาจไม่รู้ว่ามีหนี้ซ่อนอยู่เท่าไหร่ ถ้าไม่มีข้อมูลส่วนนี้ก็อาจทำให้เข้าใจผิดได้”
นอกจากนี้ กบข.ยังวางแผนนำข้อมูล และ AI มาใช้มากขึ้น เพื่อทำให้เข้าใจข้อมูลเชิงลึกของการลงทุนของสมาชิก รวมทั้งการใช้สวัสดิการของสมาชิก ซึ่งจะทำให้ กบข.เข้าใจสมาชิกและออกแบบการบริการให้ตรงกับสมาชิกแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งในช่วงเดือน ส.ค. นี้จะมีรายละเอียดของการลงทุนแนวใหม่ การใช้ข้อมูล และ AI ออกมามากขึ้น
“กบข.ต้องมองบทบาทตัวเองว่าเราเชี่ยวชาญด้านไหน เราเป็นนักลงทุน เราไม่เก่งเรื่องการ Operate เราจึงไปลงทุนร่วมกับธุรกิจที่ Operate เก่ง เพื่อตอบโจทย์ใหญ่ คือ ทำให้ข้าราชการมีเงินออม สำหรับใช้ชีวิตในช่วง Post Retirement อย่างเพียงพอ” เลขาธิการ กบข. คนที่ 8 กล่าว