เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พระราชินี ทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Alice in Wonderland
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Alice in Wonderland
เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
Tech เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
Economic BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
ทรู ดิจิทัล พาร์ค ส่งแคมเปญ “Hello, Connecting to New Possibilities” คว้าแชมป์ Best Property & Real Estate Influencer Campaign
Uncategorized ทรู ดิจิทัล พาร์ค ส่งแคมเปญ “Hello, Connecting to New Possibilities” คว้าแชมป์ Best Property & Real Estate Influencer Campaign
กทม. แจงยิบ! ทำไมงบ ‘รถขยะ EV’ ยังไม่มี TOR เปิดไทม์ไลน์-ชวนประชาชนร่วมตรวจสอบ
Politics กทม. แจงยิบ! ทำไมงบ ‘รถขยะ EV’ ยังไม่มี TOR เปิดไทม์ไลน์-ชวนประชาชนร่วมตรวจสอบ
ราคาทองวันนี้ (25 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณขายออก 68,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (25 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณขายออก 68,450 บาท
ออมสินชวนเปิด ‘เงินฝากเผื่อเรียก Digital Savings’ ยอด 1 หมื่นแรก ดอกเบี้ยสูง 2.50%
Finance ออมสินชวนเปิด ‘เงินฝากเผื่อเรียก Digital Savings’ ยอด 1 หมื่นแรก ดอกเบี้ยสูง 2.50%
อุ้มอุตฯ รถยนต์ เสาหลักเศรษฐกิจ
Columns อุ้มอุตฯ รถยนต์ เสาหลักเศรษฐกิจ
ปรีดี ฝากถึง สส. ห่วงอนาคตของชาติ
Columns ปรีดี ฝากถึง สส. ห่วงอนาคตของชาติ
‘ธรรศพลฐ์’ คอนเฟิร์ม ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ไร้ปัญหาแคชโฟลว์ 
Business ‘ธรรศพลฐ์’ คอนเฟิร์ม ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ไร้ปัญหาแคชโฟลว์ 
ดูทั้งหมด

เมื่อรายจ่ายสุขภาพพุ่งไม่หยุด จับตาจุดเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทย

25 ก.ย. 2569 | 13:27น.

ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐยังเป็นแหล่งเงินหลัก 80% ของทั้งระบบ “ธีระพล อุดมเวศย์” นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า หากโครงสร้างรายจ่ายยังไปในทิศทางปัจจุบัน ข้อจำกัดด้านการคลังจะเห็นชัดหลังปี 2573 และอาจนำไปสู่การปรับวิธีบริหารงบประมาณ

ค่ารักษาโตเร็วกว่าเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ปี 2543-2566 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยเติบโตเฉลี่ย 7.6% ต่อปี ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในรูปตัวเงินเติบโตเฉลี่ย 5.8% ต่อปี ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อ GDP เพิ่มจาก 3.08% เป็น 4.54% สะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า GDP อย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มยังมีโอกาสเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพปี 2566-2575 อาจเติบโตเฉลี่ย 4-5% ส่วนสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมิน 6-7% ต่อปี 

สูงวัยดัน “ผู้ป่วย-ต้นทุนรักษา” พุ่ง

“ธีระพล” กล่าวว่า แรงผลักดันที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยอายุ 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มจาก 17% ปี 2559 สู่ 29% ในปี 2575 ทำให้ความต้องการบริการทางการแพทย์มีแนวโน้มสูงขึ้น ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ดีพร้อมต้นทุนที่สูง 

ภาครัฐแบกค่ารักษาเกือบ 80%

ประเด็นสำคัญคือภาครัฐยังเป็นผู้รับภาระหลัก โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 78% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีสัดส่วนมากกว่า 70% อย่างต่อเนื่อง แม้ใกล้เคียงบางประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย แต่ประเทศเหล่านั้นมีฐานรายได้ภาษีสูงกว่า สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้

ปัจจุบันประชากรไทย 99.6% มีสิทธิรักษาพยาบาลภายใต้ระบบสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งระบบ โดยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุม 47.5 ล้านคน มีงบประมาณปี 2569 ราว 2.65 แสนล้านบาท หรือ 5,585 บาทต่อคนต่อปี, ประกันสังคม ครอบคลุมราว 12 ล้านคน มีงบฯสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ 75,000-80,000 ล้านบาท หรือ 6,300-6,700 บาทต่อคนต่อปี และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ 5 ล้านคน มีค่าใช้จ่าย 95,000-100,000 ล้านบาท หรือ 19,000-20,000 บาทต่อคนต่อปี

รายจ่ายสวัสดิการพุ่งเร็วกว่างบฯ

“ความครอบคลุมในระดับเกือบทั้งประเทศเป็นจุดแข็งของระบบสาธารณสุขไทย แต่อีกด้านเมื่อจำนวนผู้ใช้บริการและค่าใช้จ่ายต่อคนเพิ่มขึ้น ความยั่งยืนของแหล่งเงินก็มีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย”

ทั้งนี้ แรงกดดันเริ่มเห็นชัดในโครงสร้างงบประมาณ โดยรายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มจาก 20% ของงบประมาณทั้งหมดในปี 2559 เป็น 30% ในปี 2569 ขณะที่งบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการในปี 2560-2569 เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี สูงกว่างบประมาณรัฐที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี

ความแตกต่างของการเติบโตจึงสำคัญ เพราะรายจ่ายบางประเภทโตเร็วกว่างบประมาณ ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับภารกิจอื่นลดลง

“ทำให้เกิดภาวะเบียดบังคือ เมื่อรายจ่ายลดได้ยาก รัฐอาจต้องชะลอรายจ่ายด้านอื่น เพื่อให้งบประมาณยังอยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด”

หลังปี 2573 พื้นที่การคลังเริ่มตึง

ดังนั้น ภายใต้สมมติฐาน GDP ในรูปตัวเงินเติบโต 2.3-3.1% ต่อปี รัฐบาลขาดดุล 3% ของ GDP รายจ่ายสวัสดิการเพิ่มขึ้น 6% ต่อปี และรายจ่ายบุคลากรเพิ่มขึ้น 4% ต่อปี ข้อจำกัดด้านงบประมาณ อาจเริ่มเห็นชัดตั้งแต่ราวปี 2573 หรือเร็วกว่านั้น

“ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลไม่สามารถปล่อยให้งบฯลงทุนลดลงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด เพราะกรอบวินัยการเงินการคลังกำหนดให้งบฯลงทุนมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเกิดโจทย์ว่า หากต้องรักษาพื้นที่สำหรับการลงทุนไว้ ขณะที่สวัสดิการ เงินเดือน และภาระหนี้ยังเพิ่มขึ้น รัฐจะหาเงินจากส่วนใดมารองรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ หากปล่อยให้รายจ่ายสวัสดิการขยายตัวตามแนวโน้มเดิม งบฯลงทุนจะถูกเบียดมากขึ้น แต่หากต้องรักษาสัดส่วนงบฯลงทุนไว้ที่ 20% รายจ่ายด้านสวัสดิการในปี 2578 อาจต้องต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 25% และภายในปี 2583 ต้องต่ำกว่าประมาณการประมาณ 34%

“หากไม่ลดการเติบโตของรายจ่าย ทางเลือกอื่นจึงอาจเป็นการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล ปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงิน หรือปรับวิธีจัดสรรสวัสดิการ เพื่อให้มีพื้นที่รองรับทั้งรายจ่ายประจำและการลงทุน”

ประกันสังคมก็เจอโจทย์ใหญ่

“ธีระพล” กล่าวว่า แรงกดดันด้านแหล่งเงินไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับงบประมาณรัฐบาล แต่ยังปรากฏในระบบประกันสังคม โดยในช่วงปี 2557-2567 รายได้จากเงินสมทบเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี ขณะที่รายจ่ายสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปี สะท้อนว่า ระบบที่ใช้เงินสมทบก็เผชิญโจทย์ด้านความยั่งยืนเช่นเดียวกัน แม้รูปแบบการจัดหาเงินจะแตกต่างจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการก็ตาม

“ดังนั้น ทั้ง 3 ระบบ จึงมีโจทย์ร่วมกัน คือจะบริหารแหล่งเงินอย่างไรให้รองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ โดยไม่ทำให้คุณภาพหรือการเข้าถึงบริการลดลง”

ทางออกไม่ใช่แค่ “ลดสิทธิ”

“ธีระพล” กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลดสิทธิรักษาพยาบาล หรือผลักภาระให้ประชาชน แต่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพจากภายในระบบก่อน ทั้งการลดต้นทุนยา ปรับระบบการจ่ายเงินให้สถานพยาบาล ลดบริการหรือขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมบริการระดับปฐมภูมิ เพื่อลดการเข้าโรงพยาบาล และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลลดต้นทุนการบริหาร

อีกแนวทางคือการพิจารณาความคุ้มค่าของยา เทคโนโลยี และวิธีรักษาใหม่อย่างเข้มงวดขึ้น โดยไม่พิจารณาเฉพาะประสิทธิผลทางการแพทย์ แต่รวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่องบประมาณ ก่อนตัดสินใจนำเข้าสู่ระบบสิทธิรักษาพยาบาล

“Copayment” หนึ่งในทางเลือก

ทั้งนี้ ระบบร่วมจ่าย (Copayment) เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ถูกกล่าวถึง หากภาครัฐไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มทั้งหมด โดยอาจออกแบบให้ประชาชนที่มีกำลังจ่ายร่วมรับภาระบางส่วน หรือใช้กับบริการบางประเภท ขณะที่บริการพื้นฐานและประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ยังได้รับความคุ้มครอง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงทางเลือก ซึ่งการออกแบบต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการ เพราะหากกำหนดภาระสูงเกินไป อาจทำให้ผู้ป่วยบางส่วนชะลอหรือหลีกเลี่ยงการรักษาที่จำเป็น

ประกันสุขภาพมีพื้นที่โตอีกมาก

“ธีระพล” กล่าวว่า หากภาครัฐไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มทั้งหมด แหล่งเงินนอกภาครัฐมีโอกาสเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2566 ระบุว่า ประชากรไทยประมาณ 6.4% มีประกันสุขภาพเอกชนภาคสมัครใจ โดยเงินจากประกันสุขภาพภาคสมัครใจยังมีเพียง 4% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด

“ดังนั้น หากข้อจำกัดด้านการคลังเพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนอาจกระจายไปยังระบบประกันภาคเอกชน และการจ่ายด้วยตนเองมากขึ้น”

โดยการเปลี่ยนโครงสร้างผู้จ่าย อาจทำให้โรงพยาบาลเอกชนมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะหากความต้องการบริการที่ชำระผ่านประกันสุขภาพหรือการจ่ายด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันภาครัฐมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณ 4.5-5 แสนล้านบาท หากในอนาคตมีการถ่ายโอนภาระบางส่วนออกจากภาครัฐ มีการประเมินว่าอาจเกิดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ไหลไปยังภาคเอกชนเพิ่มเติมมากกว่า 1 แสนล้านบาท

“ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินโอกาสภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่งบประมาณที่รัฐบาลประกาศว่าจะโอนไปยังโรงพยาบาลเอกชนโดยตรง ขนาดของเม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบการปรับระบบสาธารณสุข นโยบายของรัฐบาล และสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่ภาคเอกชนเข้ามารับภาระในอนาคต”

จับตาจุดเปลี่ยนสาธารณสุขไทย

อย่างไรก็ดี “ธีระพล” กล่าวว่า ภาพดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่ารัฐกำลังจะถอนตัวจากระบบสาธารณสุข หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะหายไป เพราะประเทศไทยยังมีระบบที่ครอบคลุมประชากรเกือบทั้งหมด แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่ความสามารถในการรองรับ “ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม” ในอนาคต เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ความต้องการรักษาสูงขึ้น และเทคโนโลยีทางการแพทย์มีต้นทุนมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังต้องจัดสรรงบประมาณให้ภารกิจด้านอื่นพร้อมกัน

“ดังนั้น จุดเปลี่ยนของสาธารณสุขไทยอาจไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนจาก ‘รัฐ’ ไปเป็น ‘เอกชน’ แต่เป็นการเปลี่ยนจากระบบที่รัฐรับภาระส่วนใหญ่ ไปสู่โครงสร้างที่หลายแหล่งเงินเข้ามามีบทบาทร่วมกันมากขึ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สาธารณสุข