จับตาปรับแผนการคลังลุ้น ‘ขยับ VAT’ แก้ฐานะประเทศ ?
แม้ล่าสุดสถานการณ์ของประเทศไทยดูจะผ่อนคลายมากขึ้น จากการที่สถาบันจัดอันดับเครดิต “Fitch Ratings” ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ขึ้นเป็น “Stable” จากเดิม “Negative” อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่อง “ความเสี่ยงทางการคลัง” ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่จะวางใจ เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดานที่ 70% ของ GDP แล้ว
พื้นที่การคลังไม่พอรับมือวิกฤต
บนเวทีสัมมนา หัวข้อ “เสริมคลัง สร้างอนาคตไทย” จัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการสะท้อนความกังวลเรื่องนี้ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการ สศช. ชี้ว่า ขณะนี้เหลือพื้นที่ทางการคลังต่อ GDP อยู่ราว 3-4% ซึ่งหากเกิดวิกฤตใหญ่อีกรอบพื้นที่ทางการคลังอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ
“การขยายเพดานหนี้สาธารณะนั้นทำได้ แต่หากขยายแล้วมักไม่ปรับลดลงมา” เลขาธิการ สศช. กล่าวถึงวิธีเพิ่มพื้นที่ทางการคลังและความเป็นไปได้ในการดำเนินการ พร้อมกล่าวว่า อีกทางหนึ่งคือ ต้องสร้างเศรษฐกิจให้โต อย่างไรก็ดี จะต้องคุมการใช้จ่ายด้วย
“ต้องจัดลำดับการใช้จ่าย โดยงบประมาณต้องรัดเข็มขัดไปอีก 2-3 ปี”
นอกจากนี้ วิธีที่จะทำให้การคลังเข้มแข็ง คือ การขยายฐานรายได้ของรัฐ ด้วยการขยายฐานภาษี ทำให้ประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบภาษี
“ตอนนี้สัดส่วนภาษีที่รัฐจัดเก็บได้นั้นยังต่ำ และภาครัฐอุดหนุนภาคครัวเรือนผ่านโครงการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมูลค่าสูง แต่อาจไม่ตรงเป้าหมายนัก รวมทั้งรายจ่ายบุคลากรภาครัฐก็ยังมีสัดส่วนสูงเช่นกัน”
ไทยเก็บ VAT ต่ำ-คนเลี่ยงเข้าระบบ
“เลขาธิการ สศช.” กล่าวว่า หนี้สาธารณะของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน แต่รายได้รัฐบาลมีแนวโน้มลดลง โดยไทยมีฐานภาษีแคบ และพึ่งพาภาษีทางอ้อมเป็นสำคัญ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ปัจจุบันเก็บที่ 7% ซึ่ง VAT มีสัดส่วนคิดเป็น 29.3% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด
“ในปีงบประมาณ 2568 พบว่ามีการกระจุกตัวของกิจการที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เพื่อเลี่ยงการเข้าสู่ระบบ VAT ซึ่งการเก็บ VAT ที่ 7% เป็นข้อจำกัด เพราะเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ”
รายได้ภาษี “แคบ” แถม “ลดลง”
ขณะที่ “ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร” ผู้อำนวยการกองนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า โครงสร้างการคลังไทยมี 5 ความท้าทาย ซึ่งเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งปฏิรูป ดังนี้ 1) การขาดดุลการออมสุทธิ 5.5 แสนล้านบาท จากเสถียรภาพทางการคลังและภาระหนี้สะสม
“ไทยขาดดุลการออมสุทธิต่อเนื่อง 11 ปี และรัฐบาลมีสถานะเป็นผู้กู้ยืมสุทธิติดต่อกันนานถึง 18 ปี”
2) ภาระดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น 18.6% บดบังงบฯ ลงทุนภาครัฐ 3) ฐานภาษีไทยยังต่ำ โดยสัดส่วนภาษีเงินได้ต่อ GDP อยู่ที่ 6-7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 4) ค่าตอบแทนแรงงานภาครัฐ คิดเป็น 84.1% ของมูลค่าเพิ่มภาครัฐ แต่กลับขาดการวัดประสิทธิภาพการให้บริการที่แท้จริง และ 5) รายจ่ายสวัสดิการและบำนาญข้าราชการกว่า 4.97 แสนล้านบาท เป็นภาระผูกพันหลักจากงบประมาณ อันเป็นผลจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย
อย่างไรก็ดี ฐานภาษีของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากตัวเลขรายได้สุทธิของรัฐบาลต่อ GDP ที่ 16.7% ในปีงบประมาณ 2559 ลงมาเหลือ 15% ในปีงบฯ 2568 โดย 12.7% คือรายได้
จากภาษี ต้องยอมรับว่า “แคบและลดลง” จริง โดยอีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ แผนการส่งเสริมของประเทศ ไม่ว่าจะภาคส่วนไหน มักมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนทางภาษี
อย่างไรก็ดี ยังมีโอกาสการจัดเก็บรายได้อยู่ จากความสำเร็จของการทำ e-Payment เมื่อเห็นการใช้จ่ายผ่าน Transaction และ Mobile Banking ซึ่งต้องทำให้ระบบภาษีนั้นง่ายขึ้น เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนจะทำให้คนเข้าระบบโดยอัตโนมัติ
“Pain Point คือมีคนขอลดหย่อนภาษีเข้ามาเกือบทุกวัน ที่เราทำอยู่มันเหมือนถังน้ำ เราพยายามหาเงิน แต่อีกด้านก็รั่วไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าจะเติมน้ำอย่างไรและปิดรูรั่วอย่างไร”
VAT 1% รายได้ “หมื่นล้าน”
“ดร.ปัณณ์” กล่าวอีกว่า ไทยคงอัตรา VAT ที่ 7% มาตั้งแต่ปี 2542 แม้ว่าในปี 2545 เศรษฐกิจจะโต 6% แต่ก็ยังคงอัตราเดิมต่อ และไม่มีกำหนดเวลาที่เหมาะสมในการขึ้น VAT ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ซึ่งอัตรา 7% ต่ำเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
“หากในระยะยาวไทยยังคง VAT เท่าเดิมอยู่ก็ต้องหาวิธีขยายฐานภาษีหรือวิธีเก็บรายได้รัฐในรูปแบบอื่น เช่น ภาษียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภาษีเดินทางต่างประเทศ ภาษีบาป (เหล้า บุหรี่) ภาษีความหวาน ความเค็ม รวมทั้งค่าเหยียบแผ่นดินของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่รายได้เหล่านี้จะยิบย่อย ไม่ใช่ภาษีฐานกว้างแบบ VAT ตัวหนึ่งอาจจะได้ 100 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านบาท แต่หากขึ้น VAT สัก 1% อาจได้ 10,000 ล้านบาท ในทางวิชาการ VAT มีข้อดีเยอะ เมื่อเทียบกับภาษีอื่น”
“ดร.ปัณณ์” กล่าวว่า อย่างไรก็ดี หากไม่มีความจำเป็นจริงก็ไม่อยากขึ้น VAT และจะพยายามทำให้ดีที่สุด
ยึดแผนการคลัง-ขึ้น VAT ?
ขณะที่ “ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รายได้รัฐลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจาก Policy Gap เช่น การให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ ยังมีรายจ่ายที่ลดทอนยาก อย่างภาระหนี้รอการชดเชยจากมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินและการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นมาตรการกึ่งการคลังที่รัฐบาลใช้เงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อให้ดำเนินนโยบายได้ยืดหยุ่นขึ้น และเป็นภาวะการคลังที่ซ่อนเร้น ซึ่งหากนับรวมเป็นหนี้สาธารณะจะทำให้เกินเพดานไปแล้ว
รัฐบาลจะขยับตัวจริง ๆ เมื่อจำเป็นเท่านั้น สังเกตว่าพอมีวิกฤตจริงรัฐบาลเราทำได้ เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่มีการปรับกรอบเศรษฐกิจมหภาค ระวังการปล่อยกู้ แต่พอไม่มีวิกฤตอะไรมาบังคับเราแทบไม่เห็นการปฏิรูปเชิงรุก จนเป็นปัญหาสะสมมาถึงตอนนี้ โดยหากประวิงเวลาไปอีก 1-3 ปีรายจ่ายภาครัฐอาจเพิ่มขึ้นอีก
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ วางกรอบให้ชัดเจน เช่น หากต้องการปรับขึ้น VAT จะต้องวางแผนเตรียมตัว ได้แก่ 1) ทำให้ระบบ VAT เป็นเรื่องง่ายของธุรกิจ โดยปัจจุบันรายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT ทำให้ธุรกิจมองว่าการเข้าระบบเป็นเรื่องไม่คุ้ม หากต้องปรับระบบรองรับ และ 2) เตรียมวิธีเยียวยาผลกระทบจากการปรับขึ้น VAT เพราะหากมีระบบรองรับแรงต้านจากสังคมอาจไม่มากนัก
“การแจกเงินคืนผ่านโครงการต่าง ๆ ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการเยียวยาผลกระทบจากการขึ้น VAT โดยหลายประเทศใช้แผนเยียวยาที่ลดหลั่นไปตามรายได้ หรือทำโครงการคืน VAT ผ่านช่องทางรองรับ”
รัฐจ่อทบทวนแผนการคลังใหม่
“ศ.ดร.อธิภัทร” กล่าวอีกว่า แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ของไทย มีแนวทางปรับขึ้นอัตรา VAT ในปี 2571 เป็น 8.5% และในปี 2573 ปรับขึ้นเป็น 10% รวมทั้งในปี 2570 จะปรับภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ดี ในรอบเดือน ต.ค.-พ.ย. นี้จะมีการทบทวน MTFF
“MTFF รอบก่อน คือการสร้างวินัยการคลังที่ชัดเจน ทำให้ Credit Rating มองไทยบวกขึ้น แต่พอมีการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะผนวกกับ MTFF อย่างไร เราต้องยกเพดานหนี้จาก 70% ไหม หรือมีมาตรการอื่นรองรับไหม ก็ต้องรอดู”
ล่าสุด “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นี้ ประเทศไทยเหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Room) สำหรับการกู้เงินเพียงกว่า 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น หากจะมีการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อบริหารจัดการราคาน้ำมัน อาจจะทำให้เกิดวิกฤตการคลังได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับปีงบประมาณ 2570 จะต้องพิจารณาพื้นที่ทางการคลังอีกครั้ง เพื่อบริหารได้อย่างเหมาะสม