BOI to IPO เปิดทาง New Economy สู่ตลาดทุน หนุนเศรษฐกิจไทย
คอลัมน์ : เล่าให้รู้กับ ก.ล.ต.
ผู้เขียน : อาชินี ปัทมะสุคนธ์ สำนักงาน ก.ล.ต.
ถ้าพูดถึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ คงไม่ได้มีเพียงธุรกิจรูปแบบเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น การพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจในรูปแบบเดิมอาจไม่เพียงพอแล้วนะคะ ทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน ความจำเป็นในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) จึงเข้ามามีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีบทบาทส่งเสริมให้ธุรกิจ New Economy เข้ามาลงทุนในประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้กิจการที่มีศักยภาพสามารถเติบโต รวมทั้งสามารถขยายผลไปสู่การจ้างงานในประเทศ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน และเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
แต่ธุรกิจจะเติบโตได้ไม่ได้มีแค่ไอเดียหรือเทคโนโลยีที่ดีเท่านั้น “เงินทุน” ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจขยายกิจการ ตลาดทุนจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งเงินทุน โดยผู้ประกอบการมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน ผ่านการระดมทุนจากประชาชนเพื่อนำไปขยายกิจการ ลงทุนในเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาเงินกู้
ตรงนี้เองที่ทำให้แนวคิด “BOI to IPO” เกิดขึ้น ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมมือกับ BOI และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เชื่อมเส้นทางกิจการที่มีศักยภาพสู่การระดมทุนในตลาดทุน
BOI to IPO ยังสอดคล้องกับแนวทางของ ก.ล.ต. ที่ต้องการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นทั้ง “ตลาดที่กิจการอยากเข้ามาระดมทุน และผู้ลงทุนอยากเข้ามาลงทุน” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ ดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดทุน สร้างฐานผู้ลงทุนคุณภาพ และยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน เพื่อให้มีเงินลงทุนระยะยาวรองรับธุรกิจ ช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพของตลาด ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนและผู้เกี่ยวข้อง
จากแนวคิดนี้ ก.ล.ต.จึงเดินหน้าปรับเกณฑ์และกระบวนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ให้กระชับและเหมาะกับรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น เพื่อเปิดทางให้กิจการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจ New Economy และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ เพิ่มช่องทางพิเศษ Special Track เพื่อดึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC เข้ามาระดมทุนในตลาดทุนมากขึ้น ด้วยการลดข้อจำกัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ สำหรับบริษัทในกลุ่ม New Economy ที่ได้รับ BOI กำหนด Market Cap ขั้นต่ำที่ 3,000 ล้านบาทสำหรับ SET และ 1,000 ล้านบาทสำหรับ mai ขณะที่บริษัทที่ไม่ได้รับ BOI/EEC กำหนด Market Cap อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท สำหรับ SET และ 1,500 ล้านบาท สำหรับ mai และประวัติผลการดำเนินงาน (Track Record) เน้นให้มีรายได้จากการดำเนินงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นรายได้หลักในปีล่าสุด
แนวทางนี้ไม่ได้มุ่งลดขั้นตอนการพิจารณาคุณภาพของบริษัทที่จะขาย IPO นะคะ และหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการ “ทำให้เข้าตลาดได้เร็วขึ้น” แต่เน้นปรับกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการให้ข้อมูลที่จำเป็นและเพียงพอแก่ผู้ลงทุนเพื่อประกอบการตัดสินใจ และปรับแนวทางการพิจารณาไปสู่ระบบที่เน้นให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน หรือ More Disclosure-based โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณา IPO เหลือประมาณ 70-100 วัน จากเดิมที่ใช้เวลาเฉลี่ย 147 วัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองแนวทางผ่าน Sandbox ก่อนนำมาปรับใช้เป็นการทั่วไป
นอกจากนี้ เพื่อให้กระบวนการใหม่มีประสิทธิภาพ จึงจะมีการปรับลำดับการทำงานในช่วงก่อนยื่นคำขอ เช่น การให้ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) สรุปข้อเท็จจริงและประเด็นสำคัญ อาทิ โครงสร้างการถือหุ้น ระบบควบคุมภายใน และรายการระหว่างกัน รวมถึงให้ CFO อธิบายนโยบายและการบันทึกบัญชีในธุรกรรมที่สำคัญ เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีความพร้อมและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ก่อนการยื่นคำขอ และทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตนมาอย่างครบถ้วนแล้ว
BOI to IPO จึงไม่ใช่เพียงเส้นทางจาก BOI สู่ตลาดหุ้น แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงการลงทุน การเติบโตของธุรกิจ และการพัฒนาตลาดทุนเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อกิจการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจ New Economy สามารถเข้าถึงเงินทุนระยะยาวได้มากขึ้น พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว