TISCO ชี้โลกเผชิญภาวะ ‘แย่งเงินทุน’ ดันดอกเบี้ยสูงยาว
TISCO ESU ประเมินตลาดการเงินในโลก เข้าสู่ภาวะแย่งเงินทุน ทั้งรัฐบาลเพิ่มงบฯกลาโหม บิ๊กเทค ระดมทุน เร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป เอไอ ดันต้นทุนการเงินในโลกสูงขึ้นระยะยาว คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 0.25% ในเดือน ธ.ค.นี้ รวมถึงธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงเงินทุน (Capital Competition) ระหว่าง 2 ฝ่ายในตลาดการเงิน
ประกอบด้วย 1.ภาครัฐบาลทั่วโลก ที่ต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อนำไปขยายงบฯกลาโหมในการจัดซื้ออาวุธ 2.ภาคเอกชนกลุ่มบิ๊กเทคและไฮเปอร์สเกลเลอร์ ซึ่งกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ (กลุ่ม Big Tech/Hyperscalers) ต้องการระดมทุนจำนวนมากเพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ โรงผลิตชิป เอไอ และโรงไฟฟ้า
ซึ่งเมื่อทั้งรัฐบาลและเอกชนต้องการเข้ามาระดมทุนและกู้เงินในตลาดพร้อมกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่หนี้สาธารณะทั่วโลกสูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (BondYield) เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.60-0.90%
สำหรับภาครัฐบาล โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจในโลกต่างปรับเพิ่มงบประมาณทางกลาโหม โดยสหรัฐอเมริกา เตรียมขยายงบประมาณงบฯกลาโหมจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 50% ส่วนญี่ปุ่น ตั้งเป้าเพิ่มงบฯกลาโหมจากเดิมที่ไม่ถึง 2% ขึ้นไป แตะ 3.5% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่สูงย้อนกลับไปเท่ากับช่วงปี 2513-2523 สอดคล้องกับประเทศในยุโรปทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศส ต่างเร่งเพิ่มงบประมาณความมั่นคงสอดคล้องกัน
ขณะที่ภาคเอกชนกลุ่มต่างเร่งลงทุนจำนวนมาก ทั้งกลุ่มบิ๊กเทคและไฮเปอร์สเกลเลอร์ (กลุ่ม Big Tech/Hyperscalers) เช่น Microsoft Alphabet Amazon Meta และ Nvidia ต่างต้องการระดมทุนจำนวนมากเพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ โรงผลิตชิป ระบบเอไอ และโรงไฟฟ้า เป็นต้น
“ย้อนกลับไปยุคที่มีคำพูดติดปากของวัยรุ่นนานเป็น 10 ปีคือ ทหารมีไว้ทำไม แต่ไม่ใช่แค่ไทยเป็นเหตุการณ์ทั่วโลก แต่วันนี้จากประโยคที่ว่า ทหารมีไว้ทำไม กลายเป็นว่ากระสุนมีพอหรือเปล่า ส่วนภาคเอกชนในช่วง 10 ปีก่อน ไม่ได้ต้องการเงินลงทุนมากนัก แต่ปัจจุบันบิ๊กเทคบอกว่าต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงไฟฟ้า ชิปต่าง ๆ โดยเมื่อรัฐบาลต้องการใช้เงิน เอกชนก็อยากใช้เงิน จึงเกิดสงครามแย่งชิงเงินทุนขึ้นมา ดอกเบี้ยโลกซึ่งเป็นต้นทุนของเงินก็จะสูงแบบนี้ต่อไปอีกหลายปี”
นายธนภัทร ธนชาต นักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า สถานการณ์การคลังของประเทศมหาอำนาจในโลก โดยประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างหนี้สาธารณะสูงเกิน 100% ของจีดีพี หรือเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์ และขาดดุลการคลังสูงถึง 6% ของจีดีพีต่อปี เนื่องจากการดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ และใช้กับกองทุนประกันสังคม ที่มีความเสี่ยงเงินหมดในอีก 5-6 ปีข้างหน้า
ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่าย (Debt Servicing Cost) ของรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นถึงเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วง 4-5 ปีก่อน แต่ข้อดีของสหรัฐ จัดเก็บภาษีได้ 25-26% ของจีดีพี และยังไม่ได้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จึงมีช่องว่างขยายฐานภาษีในอนาคตเพื่อลดการขาดดุลได้
ขณะที่ประเทศที่น่ากังวลต่อมากับฝรั่งเศส มีหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นเกือบ 20% ของจีดีพีในช่วงปี 2562-2568 และขาดดุลปีละ 5% ของจีดีพี และขีดความสามารถในการเก็บภาษีตึงตัวแล้ว ประมาณ 40% ของรายได้ รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไม่สามารถผ่านกฎหมายปฏิรูปงบประมาณได้ อีกทั้งมีส่วนต่าง บอนด์ยีลด์ (Bond Yield) สูงกว่าประเทศอิตาลีและกรีซสะท้อนว่าตลาดขาดความเชื่อมั่นในวินัยการคลัง
“ปีนี้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกต่างปรับตัวสูงขึ้น ทุกคนรู้ว่ายีลด์ขึ้นคือต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ประเทศไหนที่มีหนี้เยอะที่สุด ประเทศนั้นจะเห็นยีลด์ปรับตัวขึ้นมาเยอะมาก ถ้าดูเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว รัฐบาลอเมริกาจ่ายในเรื่องของภาระดอกเบี้ยเนี่ย ถ้าดูเป็นสัดส่วนจีดีพี ประมาณ 10 กว่า แต่ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาถึงเท่าตัวแล้ว หมายความว่าอนาคต ดอกเบี้ยก็ไม่น่าจะลงไปต่ำเหมือนช่วงก่อนโควิด Debt Servicing Cost ของรัฐบาลมีแต่จะเพิ่มขึ้น”
ทั้งนี้ผลจากศึกแย่งชิงเงินทุนและแรงกดดันเงิน ทำให้โลกต้องทำใจรับมือกับยุคอัตราดอกเบี้ยทรงตัวสูงยาวนาน โดยภาพรวมทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ 3 ธนาคารกลางหลักในโลกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. คาดว่าไปจบที่ระดับ 4.25%
และประเมินจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องในปี 2570 ก่อนที่จะปรับลดลงในปี 2571 มาจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ (Trump Tariffs) ทำให้ต้นทุนนำเข้าสู่ผู้บริโภค รวมถึงตลาดมีการปรับขึ้นราคาซอฟต์แวร์ ชิปความจำและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อภาคบริการและค่ารักษาพยาบาล
สำหรับยุโรป โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% ในเดือน ธ.ค. เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับทิศทางนโยบายการเงินสวนทางอดีต คาดว่าจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจนแตะระดับ 1.75% ในช่วงกลางปี 2570 เป็นผลมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย 5% ต่อปี และค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงมาที่ 150-160 เยน/ดอลลาร์ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการนำเข้าอาหารและพลังงาน
ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี (US Bond Yield 10Y) คาดว่ากรณีฐาน (Base Case) จะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 5% ไปจนถึงสิ้นปี 2569 แต่ทั้งนี้หาก Fed ไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ จึงมีโอกาสเห็นกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ Bond Yield จะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 6%
“เราเข้าสู่ยุคที่โลกไม่ได้สงบเมื่อเทียบกับช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้ว จะมีความระหองระแหงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นประปรายไปเรื่อย ๆ อย่างแรกที่คือต้องทำใจคือดอกเบี้ยโลก ซึ่งดอกเบี้ยเนี่ยคือต้นทุนของเงิน จะสูงแบบประมาณนี้ต่อไปอีกหลายปี”