จับตา หนี้สาธารณะปริ่ม 70% รัฐเร่งแก้ ‘การคลัง’ เสี่ยง-จ้องรื้อภาษี
ประเทศไทยอาจมีเรื่องให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง จากการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 สถาบันได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ซึ่งรายล่าสุดก็คือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ที่ประกาศเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดีเรื่องดังกล่าวอาจจะทำให้เบาใจได้เพียงชั่วคราว และกระทรวงการคลังยังคงต้องเดินหน้าแก้ปัญหา “ฐานะการคลัง” ต่อไป
ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ได้อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งมีแผน “ก่อหนี้ใหม่” ของภาครัฐจำนวน 1.26 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น การก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล 1.18 ล้านล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 81,465 ล้านบาท และหน่วยงานอื่น 850 ล้านบาท
ทั้งนี้สำหรับการ “ก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล” แยกออกเป็น ส่วนที่ “รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง” ประกอบด้วย การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปี 2570 วงเงิน 7.88 แสนล้านบาท, การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปี 2569 ที่มีการขยายเบิกจ่ายเหลื่อมปี วงเงิน 60,000 ล้านบาท และกู้เพื่อดำเนินโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 12,359 ล้านบาท
ต่อมาเป็นส่วนที่ “รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ” วงเงิน 63,038 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.กู้เงินเพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้ต่อจำนวน 5 โครงการ วงเงินรวม 10,653 ล้านบาท ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) วงเงิน 10,500 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) วงเงิน 100 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน 42.22 ล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ วงเงิน 10.53 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ วงเงิน 6.6 แสนบาท
และ 2.กู้เพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กู้ต่อจำนวน 8 โครงการ วงเงินรวม 52,385 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นโครงการต่อเนื่อง ได้แก่ รถไฟความเร็วสูง เฟส 1 (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา) วงเงิน 6,500 ล้านบาท, รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ วงเงิน 12,000 ล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ วงเงิน 430 ล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม-ชุมพร วงเงิน 3,310 ล้านบาท, ทางรถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม วงเงิน 16,000 บาท, รถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วงเงิน 345 ล้านบาท และรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และเพิ่มเติม 3 สถานี (สะพานพระราม 6, บางกรวย-กฟผ., บ้านฉิมพลี)
ทั้งนี้ส่วนที่เป็น “ไฮไลต์” จะเป็นการกู้เพื่อดำเนินแผนงาน หรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 200,000 ล้านบาท
สุดท้ายเป็นในส่วนของ “รัฐบาลกู้เพื่อบริหารสภาพคล่องเงินคงคลัง” วงเงิน 56,820 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง บอกว่า ตามแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 ดังกล่าว จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ หรือสิ้นเดือน ก.ย. 2570 มีสัดส่วนที่ 69.7% ของ GDP ยังไม่เกินเพดานตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% แต่ก็ถือว่า “ปริ่ม” แล้ว ซึ่งหากไม่มีการปรับแผนกู้เพิ่ม หนี้สาธารณะก็จะยังไม่เกินเพดาน แต่หากราคาน้ำมันสูงขึ้นจนต้องพิจารณาออก พ.ร.ก. เพื่อค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติมก็ถือได้ว่า “เสี่ยง”
ซึ่งการปรับขยายเพดานหนี้สาธารณะคงเป็นทางเลือกท้าย ๆ ที่กระทรวงการคลังยุคนี้จะนำมาใช้ เพราะสุ่มเสี่ยงจะถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง
ขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ “กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง ออกมาเตือนว่าไทยกำลังเสี่ยงติดกับดัก “กฎหมายวินัยทางการคลัง-หนี้สาธารณะ” หากรายจ่ายเพิ่ม แต่รายได้ภาษีโตช้า
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงนี้จะมีกระแสความพยายามในการปรับภาษีในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีรถยนต์ ที่ส่วนหนึ่งก็จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศด้วย
โดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง บอกว่า น่าจะได้ข้อสรุปเรื่องภาษีสรรพสามิตรถยนต์ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
อย่างไรก็ดี นอกจากภาษีรถยนต์ ช่วงนี้ยังมีอีกหลายประเด็นภาษีที่ถูกโยนเข้ามาสู่การรับรู้ของสังคม ทั้งภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรที่กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง ซึ่งหากเก็บอัตรา 1,000 บาทต่อคน จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 12,000 ล้านบาทต่อปี
แต่ที่ร้อนแรงสุด ๆ ก็คือ การโยนระเบิดลูกใหญ่ใส่ 4 หน่วยงาน/กองทุน คือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ ซึ่งหากเลิก “Earmarked Tax” กลับไปใช้ระบบจัดสรรงบประมาณ คาดว่าจะทำให้มีรายได้กลับเข้าคลังเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปีเช่นกัน
ทั้งหมดนี้คงมีการทยอยผลักดันออกมา ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด