เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% จากการลงทุน พร้อมสรุปสปีช 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.1% นั้น เป็นผลจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยเน้นการลงทุน (Investment-Led Growth) เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ
“ผมมั่นใจว่าถ้าวันนี้เราดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างนี้ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง อย่างที่เคยพูดว่าการร่วมกับภาคเอกชน ตั้งเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3%” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การที่ IMF ปรับเศรษฐกิจไทยขึ้นนั้นดี แต่เรายังสามารถทำได้ดีกว่านี้ โดยได้นำเสนอ 2 เรื่องที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ดีขึ้น ได้แก่ 1.เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพให้ทักษะคนไทยเก่งขึ้น คนไทยจะมีรายได้ที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่เอาเงินมาลงทุนในไทยอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาให้คนไทยด้วย และ 2.ดึง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของโลก ต่างชาติที่มาลงทุนต้องเอาธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้วย
ทั้ง ดร.เอกนิติ ได้ขึ้นเวที Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World โดยกล่าวว่า โลกกำลังแบ่งขั้วมากขึ้น โดยเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน
“ด้านการค้า แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลผ่านรอยแยก ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง” ดร.เอกนิติ กล่าว
ขณะที่ด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นกว่า 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจปัจจุบันเป็น K-Shape กล่าวคือประเทศใหญ่ บริษัทใหญ่ ผู้เล่นใหญ่จะได้สิทธิประโยชน์มาก ขณะที่ประเทศเล็ก ผู้เล่นเล็ก SMEs จะได้รับประโยชน์น้อย สำหรับไทยนั้นเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งต้องเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มใหญ่และเล็ก ที่ต้องได้รับความไว้วางใจ และมีบทบาทเป็น Trusted Connector
ทั้งนี้ต้องสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ
“เราต้องสร้างความไว้วางใจในระดับโลกและในระดับประเทศ การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ได้ให้ชุมชนมามีส่วนร่วมให้เป็นส่วนหนึ่งของงานระดับโลก รวมทั้งทำงานร่วมกับต่างประเทศ เพื่อทำให้ทุกคนดีขึ้นในอนาคต” ดร.เอกนิติ กล่าว
ขณะที่บนเวที Thailand Special Seminar: Bangkok 1991–2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยเห็นการเคลื่อนย้ายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากญี่ปุ่นมายังไทยและอาเซียน รวมทั้งเปลี่ยนภาคการเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมองว่า ปี 2026 นี้ เป็นเสมือนปี 1991 ที่วนกลับมาอีกครั้ง ทั้งโลกหลายขั้ว ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ แต่เราต้องถอดบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งก่อน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย โดยต้องคำนึงถึงเสถียรภาพเป็นสำคัญ
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เป็นเสมือนการเทคออฟครั้งที่ 2 และเราต้องเกาะกระแสอุตสาหกรรมสมัยใหม ตามเทคโนโลยีให้ทัน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเสถียรภาพทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพื่อเติบโตต่อไป
“รถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่กำลังมา และมีผู้คนที่รอขึ้นรถไฟจำนวนมาก ดังนั้นต้องมั่นใจว่าประตูรถไฟต้องเปิดทุกบาน เพื่อให้คนไทยและ SMEs รวมทั้งธุรกิจใหม่เดินทางไปได้” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยต้องมุ่งที่การอัปเกรดอุตสาหกรรม และเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งทำโครงการ Skill Bridge เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากธุรกิจต่างชาติสู่มหาวิทยาลัยและแรงงานไทยให้มีทักษะที่เก่งขึ้น “การเปลี่ยนผ่านนั้นพูดง่าย ทำยาก แต่ต้องทำ รวมทั้งต้องร่วมมือกับภาคเอกชน และรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลังไปพร้อมกัน”