ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
ธปท. ประเมินดอกเบี้ยนโยบาย 1% ยังเหมาะสมกับสถานการณ์ เงินเฟ้ออยู่ในระดับบริหารจัดการได้ พร้อมชี้รัฐต้องเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ รักษา Policy Space รองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในอนาคต
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยนโยบายของ คณะกรรมการ กนง. ในการประชุมแต่ละครั้งจะพิจารณาจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลานั้น โดยใช้แนวทางที่เรียกว่า Data-dependent หรือการตัดสินใจโดยอิงข้อมูล ขณะเดียวกันยังต้องมองไปข้างหน้า หรือ Forward-looking ด้วย เพื่อประเมินว่าในระยะต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดังนั้นการตัดสินใจในแต่ละครั้งจึงขึ้นอยู่กับทั้งข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันและการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต จึงไม่สามารถระบุล่วงหน้าได้ว่ากรรมการแต่ละคนจะประเมินสถานการณ์อย่างไรในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 1% ยังถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อ โดยประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากประเทศอื่น โดยในช่วงที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมากหรือบางช่วงติดลบ สะท้อนถึงปัญหาเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ยังไม่แข็งแรงนัก ส่วนประเทศอื่น ๆ อาจมีเงินเฟ้อด้านอุปสงค์อยู่แล้วประมาณ 2–3% เมื่อเกิดแรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มเติม เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เงินเฟ้อโดยรวมก็อาจเพิ่มขึ้นไปถึง 4–5% ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่สำหรับประเทศไทย สถานการณ์แตกต่างออกไป เพราะเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำหรือเคยติดลบ เมื่อราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น เงินเฟ้อโดยรวมจึงกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายได้ โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 2.5% ส่วนประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 2.2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องติดตามการปรับปรุงข้อมูลในการประชุมเดือน ต.ค. อีกครั้ง
“มองว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และยังเชื่อว่าเงินเฟ้อในปีหน้ามีแนวโน้มลดลง แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะทยอยออกมาในระยะต่อไป”
ทั้งนี้ในทางทฤษฎีพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย หรือ Policy Space มีความจำเป็นทั้งสำหรับนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ในส่วนของนโยบายการคลัง รัฐบาลจำเป็นต้องหาทางลดการขาดดุลงบประมาณ เพราะหากขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แนวทางสำคัญคือการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ เพื่อให้เงินงบประมาณถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดการรั่วไหล
“นโยบายการเงินในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1% แต่เรามีพื้นที่ให้ดำเนินนโยบายได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือมีความจำเป็นต้องรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ในอดีตอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยลดลงไปอยู่ที่ระดับ 0.5% จึงยังมีพื้นที่สำหรับการปรับลดเพิ่มเติม หากสถานการณ์มีความจำเป็น อีกทั้งมีเครื่องมืออื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น ปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF อาจช่วยลดต้นทุนทางการเงินและส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลงได้อีก โดยการดำเนินการครั้งก่อน การลดเงินนำส่งดังกล่าวช่วยให้อัตราดอกเบี้ยลดลงประมาณ 0.4% ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถใช้รองรับสถานการณ์ได้ แต่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจจริงในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะข้อมูลที่จะออกมาในช่วงก่อนการประชุม กนง. ครั้งถัดไป”
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ในการประชุมประจำปีของ World Bank และ IMF ปีนี้ ธปท. ได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมในการจัดทำเนื้อหาหลักในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย “Bangkok Blueprint” เพื่อนำเสนอ 12 หลักการ (12 Key Principles) เป็นแนวทางอ้างอิงระดับสากลให้ทั่วโลกใช้รับมือกับภัย Financial Scam และ Cyber Risk โดยรวบรวมกรณีศึกษาจาก 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง มาถ่ายทอดเป็นไกด์ไลน์มาตรฐาน
ทั้งนี้หากพิจารณาจากข้อมูล จะเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา หรือเอเชีย ต่างก็ได้รับผลกระทบ โดยมีข้อมูลที่ระบุว่าความเสียหายจากอาชญากรรมทางการเงินส่วนใหญ่ประมาณ 67% เกิดขึ้นในเอเชีย ขณะที่เงินทุนที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ดังนั้น เอกสารฉบับนี้จึงเป็นแนวทางให้ทุกประเทศนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีระบบการเงินพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่ยังต้องพัฒนาระบบการกำกับดูแลเพิ่มเติมก็ตาม
สำหรับการผลักดันในเรื่องนี้ยังสอดคล้องกับสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างใน 4 ด้าน ได้แก่ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม การจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนสีเทา ซึ่งรวมถึง Financial Crime และการฟอกเงิน