บล.บัวหลวง รายงานภาวะรอบด้านตลาดหุ้น 21 พ.ค. 2562

ภาพตลาดและแนวโน้ม

The Tug of War…1600

วันนี้คาด หุ้นไทย เปิดลงต่อ กรอบ 1,600-1,618 จุด

การปรับลงของตลาดหุ้นทั่วโลก สะท้อน ท่าที ที่เปลี่ยนไปของ ปธน.ทรัมป์ กับการเปิดศึกการค้า กับ จีน
รอบใหม่ และตลาดหุ้นไทย ปรับลงมาถึงบริเวณ 1,600 จุด (เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) เรามองว่าเป็นโซนที่
น่ากลับเข้ามาเลือกหุ้นเข้าพอร์ตอีกครั้ง หลังจากที่เราแนะให้กระชับพอร์ตไปก่อนหน้านี้

(1) Domestic play : หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศที่ราคาปรับฐานลงมาแล้ว แนะนำ สำหรับนักลงทุน
ที่ไม่ต้องการเสี่ยงกับประเด็นสงครามการค้า เลือกเล่น ตลอดช่วงนี้ไปถึงปลายเดือน มิ.ย.ก่อนจะมีการ
ประชุม G20

(1.1) พื้นฐานกำไร คาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 1Q19 และ นักวิเคราะห์ BLS ยังคงมั่นใจในผลการ
ดำเนินงานที่ จะพลิกฟื้น, Turnaround ในปีนี้ เช่น กลุ่มทีวีดิจิทัล (WORK BEC) เกษตร อาหาร (CPF
GFPT TU) สื่อสาร (SAMART SAMTEL)

(2.2) ราคาหุ้นลงมาถูกมาก ในแง่ของ PE, PBV และผลตอบแทนเงินปันผล กลับมาสูงกว่า 4% KTB
(4%) TISCO (7%) PSH (8%) SPALI (5%) LPN (8%) AP (4.9%) เป็นต้น

(2) Global play : หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกที่โดนขายลงมาหนัก จากประเด็น สงครามการค้า แต่ถ้านัก
ลงทุนต้องการซื้อเก็งกำไร ผลการประชุม G20 ว่าจะมีลุ้นข่าวบวก จากการพบปะระหว่าง ปธน.จีน และ
สหรัฐฯ เราแนะนำ ซื้อถือ PTTGC IVL คาดถ้าเกิดความชัดเจนด้านบวกเกี่ยวกับ การค้าจีนสหรัฐฯ หุ้นปิ
โตรฯ จะรีบาวด์ได้ดีกว่า Commodity ตัวอื่น

What to watch :

(-) MS ออกรายงาน ASEAN Equity Strategy: ประเทศไทย – การเติบโตช้าลงจากทางตันทาง
การเมือง ตลาดยืนได้ไม่ดีนัก – ต่างชาติขายหุ้นไทยได้ 10.1 พันล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ต้น
ปี 2561 และให้น้ำหน้กหุ้นไทยกว่า 40bps เทียบกับดัชนี MSCI EM ในแง่มูลค่ายังไม่น่าสนใจ P/E อยู่
ที่ 14.5x ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1 ปี 15% และมองว่ากำไรที่ Consensus คาดการณ์สูงเกินไปถึง 7% ปรับ
ตลาดหุ้นไทยไปเป็นอันดับสุดท้าย (least prefer) ใน ASEAN

(+) การเมืองในประเทศ น่าจะมีความชัดเจนในการจับขั้วรัฐบาลในสัปดาห์นี้

(+/-) MS คาด ผลกระทบจากความตึงเครียด สงครามการค้ารอบใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ-จีน แบ่งเป็น 3
กรณี (1) ภายใน 3-4 สัปดาห์ สามารถตกลงกันได้ ก่อนประชุม G20 ปลายเดือน มิ.ย.นี้ เศรษฐกิจโลกไม่
กระทบมากไปกว่านี้ (2) ใช้เวลานาน 3-4 เดือน ในการบรรลุข้อตกลง จะกระทบ GDP โลก ปีนี้ 0.3-
0.5% (3) NO deal คาด GDP โลกปี 2019-20 เหลือ 2.5-2% และเฟดจะทยอยลดดอกเบี้ยลงเหลือ
0% ภายในไตรมาส 2 ปีหน้า และจีน จะใช้งบประมาณ 3.5% ของ GDP เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากผลลัพท์ที่ MS ประเมิน เราเชื่อว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (รวมไทย) และทองคำอาจจะกลายเป็น
สินทรัพย์ที่แรลรี่ได้ดีกว่าที่ตลาดคิด สวนทางภาวะพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอลงจากอานิสงส์ การอ่อนค่า
อย่างรุนแรงของค่าเงินดอลล์ หากมีสัญญาณของการลดดอกเบี้ยจาก “เฟด”

(0/-) สัปดาห์นี้ คาดตัวเลขเศรษฐกิจ ญี่ปุ่น GDP 1Q พลิกติดลบ -1.7% จาก +1.9% q-q / ไทย GDP
ขยายตัวเพียง +3% จาก +3.7% y-y, และส่งออกไทย จะยังคงติดลบ -1.6% y-y จาก -4.9% y-y /
สิงคโปร์ คาด GDP 1Q ขยายตัว +1.5% จาก 1.3% y-y

ดัชนีฯภาคการผลิต ยูโรโซน ยังคงต่ากว่าระดับ 50 จุด อยู่ที่ 48.2 ดีขึ้นเล็กน้อยจากครั้งก่อน 47.9

รายงานการประชุมเฟด วันพุธ คาดเฟดจะทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อ และ เศรษฐกิจสหรัฐฯลง สะท้อน
โอกาสในการคงดอกเบี้ยต่อไปถึงสิ้นปีนี้ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลง เฟด ถึงเรื่องผลกระทบจากสงคราม
การค้าต่อเศรษฐกิจ และมาตรการที่จาเป็นเพื่อประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากนี้ไป

หุ้นแนะนำ

Weekly port เพิ่ม PSH


TAPAC แนวรับ 5.5 ต้าน 6/6.2 Stop loss 5.4 งบไตรมาส 2 (สิ้นสุด เม.ย.) คาดกำไรสุทธิจะกลับมา
ขยายตัวแรง y-y, q-q จากการปิดโครงการ อสังหาฯที่สวีเดน โดยจะรับรู้กำไรจากการโอนโครงการทั้ง
หมดในไตรมาสนี้