เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หน่วยงานกำกับเครียด นักลงทุนเกาหลีใต้กู้เงินมาซื้อหุ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

29 มิ.ย. 2569 | 12:56น.
เจ้าหน้าที่แลกเปลี่ยนเงินตราเดินผ่านป้ายอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงดัชนีราคาหุ้นรวมเกาหลี (KOSPI) ในห้องซื้อขายของธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ 18 มิถุนายน 2026 (ภาพ Yonhap via REUTERS )

เจ้าหน้าที่แลกเปลี่ยนเงินตราเดินผ่านป้ายอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงดัชนีราคาหุ้นรวมเกาหลี (KOSPI) ในห้องซื้อขายของธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ 18 มิถุนายน 2026 (ภาพ Yonhap via REUTERS )

สินเชื่อเพื่อการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศเกาหลีใต้พุ่งสูงถึง 38 ล้านล้านวอน (ราว 820,000 ล้านบาท) เกือบสองเท่าของระดับก่อนหน้า ผู้ว่าการบริการกำกับดูแลทางการเงินเตือนความเสี่ยงและเฝ้าระวังอย่างเคร่งเครียด หลังยอดบัญชีมาร์จินพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

นักลงทุนเกาหลีใต้กำลังกู้เงินมาซื้อหุ้น หรือใช้ Margin loans สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โตขึ้นจากปีก่อนเป็นสองเท่า โดยกระแส “กู้เงินมาลงทุน” ที่คนหยิบยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนในหุ้น ส่งผลให้เงินที่กู้ยืมมาจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อนำไปลงทุนในตลาดหุ้นในเดือนที่แล้ว (เดือนพ.ค. 2026) พุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในรอบ 3 ปี ส่งผลให้อี ชานจิน ผู้ว่าการสำนักบริการกำกับดูแลทางการเงินเกาหลีใต้ (FSS) เตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของการกู้เงินมาลงทุน และกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลของสำนักบริการกำกับดูแลทางการเงิน (FSS) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2026 ระบุว่า ยอดคงค้างของสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ ณ สิ้นเดือนที่แล้ว อยู่ที่ 38 ล้านล้านวอน (ราว 820,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2.3 ล้านล้านวอน (ราว 5 หมื่นล้านบาท) จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 35.7 ล้านล้านวอน (ราว 7.7 แสนล้านบาท) ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 20.1 ล้านล้านวอน (ราว 4.3 แสนล้านบาท ) และเป็นตัวเลขที่สะท้อนระดับปกติของปีก่อน ๆ มากถึง 17.9 ล้านล้านวอน (ราว 3.8 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ ยอดสินเชื่อโดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Securities-backed loans) หรือการกู้เงินโดยใช้หุ้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน พุ่งแตะ 26.3 ล้านล้านวอน (ราว 5.6 แสนล้านบาท) ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มากถึง 5.9 ล้านล้านวอน (ราว 1.2 แสนล้านบาท)

FSS เปิดเผยในวันเดียวกันว่า อี ชานจิน ผู้ว่าการสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน (FSS) เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้บริโภคทางการเงินครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบแนวโน้มการกู้หนี้ยืมมาลงทุน (Debt Investment) อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ FSS ยังได้แสดงความกังวลต่อสาธารณชนในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน โดยระบุว่า “(ทางหน่วยงาน) กำลังเฝ้ามองสถานการณ์การกู้หนี้มาลงทุนอย่างจริงจังและเคร่งเครียด”

ทั้งนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน ถือเป็นองค์กรที่ปรึกษาระดับสูงสุดที่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าการ FSS โดยตรง ตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อดูแลงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค

ในภาคธนาคาร จำนวนเงินที่ใช้ในบัญชีมาร์จิน หรือบัญชีซื้อขายหุ้นที่สามารถ “กู้ยืมเงิน” หรือ “ยืมหุ้น” จากบริษัทหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี 8 เดือน โดยคาดว่าส่วนสำคัญได้ไหลเข้าสู่การลงทุนในหุ้น

จากข้อมูลของภาคธนาคารในวันเดียวกันนั้น ยอดคงเหลือในบัญชีมาร์จินส่วนบุคคลของธนาคารใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ KB Kookmin, Shinhan, Hana, Woori และ NH Nonghyup อยู่ที่ 43.3363 ล้านล้านวอน (ราว 9.4 แสนล้านบาท) ณ วันที่ 25 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคม 2022 ที่ 43.6609 ล้านล้านวอน (ราว 9.4 แสนล้านบาท)

ยอดคงค้างของบัญชีมาร์จินของธนาคารรายใหญ่ 5 แห่ง เพิ่มขึ้น 1.865 ล้านล้านวอนจาก 39.6675 ล้านล้านวอน ณ สิ้นเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 41.5324 ล้านล้านวอน (ราว 8.9 แสนล้านบาท) ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม และตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นอีก 1.8039 ล้านล้านวอน (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท) ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งถือเป็นการเติบโตเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน คาดว่าสาเหตุเกิดจากนักลงทุนกำลังใช้บัญชีมาร์จินที่เปิดเอาไว้อยู่แล้วมาลงทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากความผันผวนอย่างรุนแรงของราคาหุ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

นับว่า วิกฤตหนี้เพื่อการลงทุน (Margin Loans) ที่เป็นปัญหาสำคัญในขณะนี้คือการขยายตัวของอัตราทด (Leverage) ที่มากเกินไป กล่าวคือนักลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังใช้ “เงินกู้” ในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับเงินทุนตัวเองเพื่อไล่ซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดกำลังพุ่งแรง จากข้อมูลจากสมาคมการลงทุนทางการเงินแห่งเกาหลี (KOFIA) ระบุว่า ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Loans) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 36.3 ล้านล้านวอน (7.9 แสนล้านบาท) ณ ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 32% จากสิ้นปีที่แล้ว จนกระทั่งยอด ณ สิ้นเดือนเดียวกันนี้อยู่ที่ 38 ล้านล้านวอน (ราว 820,000 ล้านบาท)

สาเหตุของวิกฤตนี้เกิดจากความวิตกกังวลทางสังคม และความผันผวนจากข่าวลือ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ความบ้าคลั่งในการเก็งกำไรส่วนหนึ่งมีชนวนมาจากความวิตกกังวลทางสังคม โดย ชเว แจวอน ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (SNU) กล่าวว่า เริ่มมีความตระหนักรู้มากขึ้นในสังคมว่า การยกระดับสถานะทางสังคม (Social Mobility) ไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้วผ่านช่องทางแบบเดิมๆ นักลงทุนที่เคยเห็นคนอื่นรวยข้ามคืนจากคริปโตเคอร์เรนซี จึงหันมาใช้ช่องทางในตลาดหุ้นแทน โดยมองว่าเป็นทางลัดในการสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ส่งสัญญาณภาวะฟองสบู่จากแรงเก็งกำไรและความกลัวตกขบวนรถหรือ FOMO (Fear of Missing Out) ดันดัชนีพุ่งกระฉูด ซึ่งนักวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณของ “ภาวะเคลิ้มสุข” (Euphoria) หรือการมองโลกในแง่ดีจนเกินไป ปรากฏขึ้นในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ หลังจากดัชนีทะยานขึ้นกว่า 200% ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยพบว่านักลงทุนรายย่อยแห่กู้หนี้ยืมสินมาลงทุนเนื่องจากเกิดความกลัวที่จะตกขบวนในระดับที่รุนแรง

กระแสการเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งกำลังแพร่กระจายไปทั่วทั้งตลาดเกาหลีใต้ ตามรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เมื่อ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ปัจจัยหนุนมาจากกระแส AI และนโยบายรัฐบาล โดยศูนย์กลางของการพุ่งขึ้นของดัชนี KOSPI ในครั้งนี้คือ บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสความนิยมในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) รายงานผลประกอบการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในฐานะผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทาน AI และนโยบายปฏิบัติตลาดเงินและตลาดทุนของรัฐบาลในสมัยประธานาธิบดีอี แจมยองเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนให้ตลาดทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้วยปัจจัยหนุนดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก และทำให้ Samsung Electronics กลายเป็นบริษัทเอเชียแห่งที่สองที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท)

ความร้อนแรงในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังส่งผลให้รายย่อยแห่เข้าตลาด ซึ่งพบว่าบัญชีผู้เยาว์พุ่ง 10 เท่า ยิ่งตลาดพุ่งสูงขึ้นเท่าใด ความรู้สึก FOMO ในหมู่นักลงทุนรายย่อยก็ยิ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนรายย่อยที่เคยมองอยู่ห่างๆ เมื่อปีที่แล้วหลั่งไหลกลับเข้าสู่ตลาดอย่างล้นหลามในปีนี้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมรวมแล้วกว่า 37.7 ล้านล้านวอน (ราว 8 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปี 2026

เทรนด์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการลงทุนในกลุ่มผู้เยาว์ โดยข้อมูลจาก Toss Securities ระบุว่า ยอดเปิดบัญชีหุ้นใหม่ของผู้เยาว์ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในไตรมาสแรกของปีนี้ (2026) เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อ้างอิง :

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น เกาหลีใต้