“เมืองไทยประกันชีวิต” เผยเบี้ยรวมไตรมาสแรกติดลบ เหตุกรมธรรม์ชอร์ตเทอมครบอายุ โล่งเบี้ยปีแรกพลิกโต 5% ลั่นแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น อานิสงส์ปรับเกมธุรกิจช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดลดพอร์ต “สะสมทรัพย์” หันขาย “คุ้มครอง-สุขภาพ” รับเทรนด์ตลาดเปลี่ยน คาดเบี้ยพลิกโตบวกปี’63
นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) เปิดเผยว่า ภาพรวมเบี้ยประกันชีวิตในปีนี้ของบริษัทอาจจะเห็นตัวเลขเติบโตได้ค่อนข้างยาก แม้ว่าช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา เบี้ยรับรายใหม่ จะกลับมาเพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ตัวเบี้ยประกันปีต่อไป (ปีต่ออายุ) ยังติดลบถึง 22% ซึ่งเป็นผลมาจากแบบกรมธรรม์ระยะสั้น (ชอร์ตเทอม) ที่ครบกำหนดอายุเป็นจำนวนมาก รวมถึงกรมธรรม์ที่ชำระเบี้ยประกันครบแล้ว แต่ยังมีผลคุ้มครองอยู่ จึงส่งผลให้เบี้ยประกันชีวิตรับรวม ยังหดตัวราว 16%
“ผมเชื่อว่าสถานการณ์จะยังเป็นแบบนี้ไปถึงปีหน้า แล้วจะค่อยกลับมาโตบวก เพราะไตรมาสแรกเบี้ยใหม่ของเราเริ่มกลับมาโตจากทั้งเบี้ยปีแรกที่บวก 5% และซิงเกิลพรีเมี่ยมที่บวก 14% ขณะที่ภาพรวมตลาด เบี้ยปีแรกติดลบ 4% และซิงเกิลพรีเมี่ยมติดลบ 33% ซึ่งคิดว่าแนวโน้มของบริษัทก็จะค่อยดีขึ้น เห็นการฟื้นตัวของเบี้ย เนื่องจากบริษัทมีการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดมา 2 ปีแล้ว โดยได้ปรับพอร์ตเลิกขายโปรดักต์ชอร์ตเทอม มาเน้นขายสินค้าคุ้มครองและประกันสุขภาพ แม้ว่าเบี้ยจะไซซ์เล็กกว่า แต่จะสะท้อนการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้จริง”
สำหรับทิศทางในปี 2563 นายสาระคาดว่า เบี้ยที่เข้ามาจากการขายในปีนี้ จะผลักดันให้เบี้ยปีต่อไปของบริษัทกลับมาเป็นบวกได้ เนื่องจากปัจจุบันพอร์ตการรับประกันของบริษัท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าคุ้มครองมากกว่า 70% ของพอร์ตรวมแล้ว ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่น่าพอใจ ทำให้พอร์ตมีคุณภาพขึ้น และไม่กระทบต่อการบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS17 ขณะที่สัดส่วนสินค้าสะสมทรัพย์มีไม่มาก ส่วนซิงเกิลพรีเมี่ยมที่โต ส่วนใหญ่ก็เป็นประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Credit Life และ MRTA รวมถึงยูนิตลิงก์ (ประกันชีวิตควบการลงทุน ที่ไม่ได้การันตีผลตอบแทน จึงไม่มีผลต่อการตั้งสำรองสำหรับ IFRS17
“ผมว่าสิ่งที่สำคัญมากต่อไป คือ การเทรนนิ่งคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด จากการขายสินค้าสะสมทรัพย์มาขายกรมธรรม์คุ้มครองและประกันสุขภาพ โดยให้ตัวแทนของเมืองไทยประกันชีวิตขายให้เป็นในแต่ละช่องทางการขาย รวมไปถึงสินค้ายูนิตลิงก์ที่จะต้องเตรียมคนสอบ CFP หรือนักวางแผนการเงิน ถือว่ายังเป็นหลักสูตรที่ยาก โดยปัจจุบันตัวแทนบริษัทที่อยู่ในระดับ CFP มีประมาณ 10-20 คนเท่านั้น เมื่อเทียบทั้งประเทศที่มีอยู่ 200 กว่าคน ซึ่งขณะนี้กำลังผลักดันให้ตัวแทนระดับ AFPT (นักวางแผนการเงินเบื้องต้น) ที่มีอยู่ประมาณ 100 กว่าคน ยกระดับตัวเองไปเป็น CFP มากขึ้น ดังนั้น เมื่อสภาพแวดล้อมของธุรกิจเปลี่ยนไป การแนะนำสินค้าความคุ้มครองก็จะต้องเป็นแบบเฉพาะตัวมากขึ้น” นายสาระกล่าว
ส่วนเทรนด์ช่วงนี้ จะนำสินค้าคุ้มครองมาขายแบบส่งเบี้ยระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็น 99/20, 99/5, 80/4 ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการจ่ายเบี้ยยาว ๆ หรือเหมาะกับคนที่ต้องการออมช่วงที่อายุมากแล้ว ซึ่งคนที่อายุมากไม่ค่อยอยากซื้อสินค้าคุ้มครองระยะยาว เพราะต้องส่งเบี้ยยาว เพราะฉะนั้น ลูกค้าที่มีความเข้าใจและจะเลือกซื้อตามความต้องการของตน เช่น วางแผนมรดก หรือวางแผนคุ้มครองธุรกิจ การซื้อความคุ้มครองทุนประกันสูง ๆ จะครอบคลุม เพราะเบี้ยไม่ได้สูงเท่ากับประกันสะสมทรัพย์ที่เบี้ยกับทุนเกือบจะเท่ากัน อีกทั้งสินค้าคุ้มครองยังเหมาะกับการเสนอขายสัญญาเพิ่มเติมต่าง ๆ โดยเฉพาะประกันสุขภาพ เพราะทำให้ลูกค้าได้รับความคุ้มครองสุขภาพในระยะยาวด้วย