“ซีไอเอ็มบี” หั่นเป้าจีดีพีไทยเหลือ 2.8% ลุ้นเงินบาทปลายปีอ่อนค่า 30.9 บาท
ธนาคารซีไอเอ็มบีหั่นเป้าจีดีพีไทยปี’62 เหลือ 2.8% จากเดิมคาดโต 3.3% พิษสงครามการค้าฯ กดดันตัวเลขส่งออกต่อเนื่อง ลุ้นธปท.ลดดอกเบี้ยไตรมาสสุดท้าย-เฟดลดดอกเบี้ยน้อยครั้งกว่าตลาดคาดส่งผลเงินไหลกลับซบสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ อานิสงส์เงินบาทปลายปีอ่อนค่า 30.9 บาท
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้การลงทุนจากภาคเอกชน การบริโภค และการจ้างงานในประเทศลดลงต่อไป อย่างไรก็ดี มองว่าตัวเลขการส่งออกไทยในครึ่งหลังจะไม่ติดลบรุนแรงเท่าครึ่งปีแรก
“เราเชื่อว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจะช่วยประคองเศรษฐกิจไมให้ย่ำแย่ไปมากว่านี้ ฝานการประคองการบริโภคระดับล่าง อย่างไรก็ดี สำนักวิจัยฯ มองว่านโยบายที่จะกระตุ้นภาคการลงทุนก็มีความจำเป็นอย่างมากเช่นกัน โดยหวังจะเห็นแรงกระตุ้นภาคการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่นโยบายการเงินมีโอกาสจะได้เห็นมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมและเราคาดการณ์ว่าทางการจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยจะลดภาระค่าใช้จ่ายภาคเอกชน อีกทั้งจะช่วยประคองผู้ส่งออก และกดค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงด้วย” นายอมรเทพ กล่าว
ทั้งนี้ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2562 ลงเหลือ 2.8% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 3.3% (ประมาณการในเดือน มิ.ย.62)
ในส่วนของค่าเงินบาทมองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากปัจจุบัน เนื่องจากสำนักวิจัยฯ เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกเพียง 3 ครั้ง ขณะที่ตลาดคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงถึง 4 ครั้ง หากเฟดลดดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ตลาดคาดจะส่งผลให้มีการปรับมุมมองการลงทุน โดยคาดว่านักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์มากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทและค่าเงินภูมิภาคกลับมาอ่อนค่าลงได้เล็กน้อย โดยคาดว่าค่าเงินบาทช่วยปลายปีจะอยู่ที่ 30.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
นายโดนัล ฮานนา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาค กลุ่มซีไอเอ็มบี กล่าวว่า ในส่วนของปัจจัยภายนอกประเทศเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูง โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสจะชะลอตัวลงต่อเนื่องแต่ยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากภาวะที่อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือ Inverted Yield Curve ที่เกิดขึ้นนั้นมีความแตกต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น การประเมินว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่จะต้องพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ประกอบด้วย
ด้านเศรษฐกิจจีนมองว่าจีนมีความเสี่ยงเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างสูง ซึ่งอาจส่งผลให้จีนจำกัดการนำเข้าและการท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของการท่องเที่ยวอาจส่งผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในไทยด้วย ซึ่งจีนเคยออกมาตรการลักษณะดังกล่าวกับประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีในช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศต่อกันไปในก่อนหน้านี้