เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
Biz Movement ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เปิดมุมมองกฎหมายกับนโยบายสาธารณะ ชงตั้งหน่วยงานออกแบบเฉพาะรับมิติโลกใหม่
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Finance มรดกที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพินัยกรรม
Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
Business Nike จากรองเท้าท้ายรถ สู่แบรนด์กีฬาระดับโลก ก่อนหลุด S&P 100
โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
Politics โฆษกรัชดา ลาออกแล้ว จับตา ครม.พรุ่งนี้ เคาะโฆษกรัฐบาลคนใหม่
ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
Finance ดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม FETCO ชี้เศรษฐกิจ-SMEs ไม่พร้อมรับขาขึ้น
ดูทั้งหมด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย กดดันรายได้ธนาคารพาณิชย์

25 พ.ค. 2563 | 13:00น.

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง “ลดดอกเบี้ยกู้กดดัน NIM ท่ามกลางหลายมาตรการช่วยเหลือลูกค้า” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ผลการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ถูกส่งผ่านมายังอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อีกครั้ง ซึ่งในรอบนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ก็เริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR อัตราดอกเบี้ย MRR และอัตราดอกเบี้ย MOR ลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับลดลงดังกล่าว อาจมีผลช่วยลดภาระทางการเงินให้กับผู้ประกอบการและประชาชน ทั้งผู้ขอสินเชื่อใหม่และลูกหนี้เดิมที่ยังสามารถชำระคืนหนี้ รวมถึงเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และลูกค้าบุคคลรายย่อยที่สถาบันการเงินทุกแห่งกำลังดำเนินการอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว อาจเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งต้องรับมือกับโจทย์ที่มีความท้าทายมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2/2563

ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพิ่มแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ย

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR/MRR/MOR ของธนาคารพาณิชย์ในรอบนี้อยู่ในกรอบประมาณ 0.125%-0.40% ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยจ่ายของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ได้ทันที ซึ่งในปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 50% ของพอร์ตสินเชื่อโดยรวมเป็นลูกค้าที่มีสัญญาสินเชื่อเป็นดอกเบี้ยลอยตัวอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ย MLR/MRR/MOR ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการที่ต้องการเบิกใช้สินเชื่อระยะสั้นเพิ่มขึ้นในระยะนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี ในขณะที่สินเชื่อปล่อยใหม่แทบทุกประเภทเติบโตในกรอบจำกัด (ยกเว้น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่) ขณะที่พอร์ตสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อรายย่อยบางส่วนอยู่ในช่วงการพักชำระดอกเบี้ยตามมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์

ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางรายได้ดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งอาจทำให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin : NIM) ชะลอลงมาอยู่ในกรอบ 2.15-2.35% ในไตรมาส 2/2563 เทียบกับ NIM ที่ 3.09% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา (แต่หากธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาลงเป็นการทั่วไป 0.125% ก็อาจช่วยประคอง NIM ได้ประมาณ 6 bps. หรือ 0.06%)

สินเชื่อธนาคารจะเติบโตสูงกว่า 5.0% ในไตรมาส 2/2563

จากการติดตามสถานการณ์สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในภาพรวม พบว่า สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยมีสัญญาณเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นไตรมาส 2/2563 โดยเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือน เม.ย. 2563 อาจเติบโต 5.2% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีแนวโน้มขยายตัวสูงตลอดทั้งไตรมาส 2/2563 ในกรอบประมาณ 5.0-6.0% ขยับขึ้นจากที่ขยายตัว 4.0% ในไตรมาสที่ 1/2563

โดยแรงหนุนของสินเชื่อหลักๆ จะมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1. การเบิกใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้นของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะใช้ช่องทางสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทดแทนการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ในช่วงที่ภาวะตลาดผันผวน

Advertisement

และ 2. มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะที่ผันผวนของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ การปรับลดภาระผ่อนชำระต่อเดือน การพักชำระหนี้เงินต้น และการขยายเวลาการชำระหนี้ทั้งในส่วนที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งดำเนินการเอง และมาตรการช่วยเหลือลูกค้าตามแนวทางของทางการ (อาทิ พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าเงื่อนไข) รวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs ตามโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของทางการ

ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกค้าดังกล่าว จะมีผลทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อโดยรวมยังคงขยับขึ้น แม้ว่าภาพรวมของการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์ ในส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อรายย่อย จะเป็นไปอย่างระมัดระวังตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยก็ตาม แต่กระนั้นก็ดี ในสภาวะเช่นนี้ สินเชื่อที่เติบโตในระดับสูงดังกล่าว อาจไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อเกิดขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยดังเช่นสภาวะปกติ เพราะเป็นการให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านการปรับลดดอกเบี้ย และสินเชื่อใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ดี ปัญหาคุณภาพหนี้ยังเป็นประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ว่าสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ จะขยับขึ้นมาที่ 3.05% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาสที่ 1/2563 ตามที่คาด แต่การเร่งตัวขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต หรือ หนี้ Stage 2 มาที่ 7.70% (จาก 2.79% ณ สิ้นปี 2562) ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในเบื้องต้นว่า สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพยังมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 2/2563

นอกจากนี้ อีกประเด็นเฝ้าระวัง จะอยู่ที่หนี้ที่สถาบันการเงินเข้าช่วยดำเนินการปรับโครงสร้าง ซึ่งจากยอดรวมหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน 6.12 ล้านล้านบาท (ณ วันที่ 15 พ.ค. 2563) นั้น ประเมินว่า ส่วนของธนาคารพาณิชย์อาจคิดเป็นประมาณ 30% ของสินเชื่อรวม ซึ่งคงต้องยอมรับว่า สถานการณ์ของลูกหนี้กลุ่มนี้ในระยะต่อไป ยังคงผันแปรตามเงื่อนไขการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์เฉพาะของแต่ละธุรกิจ อันจะมีนัยต่อทิศทางคุณภาพหนี้ รวมถึงภาระในการตั้งสำรองฯ ของธนาคารพาณิชย์ในระยะข้างหน้าด้วยเช่นกัน

โดยสรุปในไตรมาสที่ 2/2563 เป็นช่วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมๆ กับภารกิจสำคัญในการดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งในสภาพคล่องเพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจ และในด้านการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็จะส่งผลทำให้ปัญหาคุณภาพหนี้ของธนาคารพาณิชย์เองได้รับการดูแลไปในเวลาเดียวกัน

แม้ปัญหาเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ ที่ช่วยเหลือลูกค้า อาจทำให้การประคองผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 เป็นโจทย์ที่ท้าทายของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดี สถานะของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความแข็งแกร่ง มีเงินกองทุนและเงินสำรองในระดับสูง ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงต่างๆ ในระยะนี้ไปได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย