IIG ปักธงขายหุ้น IPO ส.ค.นี้ โชว์กำไรโตท่ามกลาง “โควิด”

สมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์
สัมภาษณ์

หลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ก็เริ่มเห็นธุรกิจทยอยนำหุ้น IPO (การเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก) เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯกัน เช่นเดียวกับ บมจ.ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป (IIG) ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษาด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีให้แก่ธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในปี 2563 นี้ โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “สมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทถึงความพร้อมล่าสุด

ชู 4 ประเภทธุรกิจสร้างรายได้

“สมชาย” เริ่มฉายภาพว่า กิจการของ “ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป” แบ่งออกตามประเภทของการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจที่ปรึกษาและให้บริการออกแบบติดตั้งระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) และให้เช่าใช้ระบบซอฟต์แวร์จากบริษัท Salesforce 2.ธุรกิจที่ปรึกษาและให้บริการออกแบบติดตั้งระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) และเป็นตัวแทนจำหน่ายระบบซอฟต์แวร์จากบริษัท Oracle

3.ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์ ด้านแบรนด์และด้านการสร้างประสบการณ์ลูกค้า (customer experience management) รวมทั้งด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัล (digital marketing) และ 4.ธุรกิจให้บริการจัดหาบุคลากรในส่วนงานสารสนเทศ

ยกตัวอย่างงานที่ผ่านมาบริษัทมีการให้บริการแก่ลูกค้าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ “บมจ.แสนสิริ” โดยใช้เทคโนโลยีช่วยจับพฤติกรรมลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่มีการเสิร์ชดูโครงการบนเว็บไซต์ ไปจนถึงการเพิ่มยอดขายในรูปแบบ “cross-selling” หรือให้บริการโซลูชั่นแก่ลูกค้าแบบครบวงจร (end-to-end solution)

“ลูกค้าที่อยากซื้อคอนโดมิเนียมก็ต้องเริ่มเสิร์ชข้อมูล เมื่อคลิกดูโครงการของแสนสิริระบบของเราก็จะเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ตอนนั้น และจะคอยตามลูกค้าไปตลอด ยิ่งถ้าลูกค้ามีโซเชียลโปรไฟล์เราก็จะรู้จักลูกค้ามากขึ้น และจะเริ่มรู้แล้วว่าต้องส่งคอนเทนต์แบบไหนไปให้ลูกค้า เวลาใด ผ่านช่องทางไหน ไปจนถึงการเข้าไปดูโครงการ เราก็เก็บข้อมูลไว้หมดเลย ไปจนถึง cross sale กับญาติพี่น้องของลูกค้าต่อไป เป็นต้น”

ลูกค้า บจ.ขนาดใหญ่-ภาครัฐ

“สมชาย” เล่าว่า กลุ่มลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) ที่คุ้นชื่อกันดี กระจายอยู่ในทั้งอุตสาหกรรมธนาคาร ประกัน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ค้าปลีก ฯลฯ อาทิ ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกรุงศรี (BAY) บมจ.ทิพยประกันภัย (TIP) บมจ.แสนสิริ (SIRI) บมจ.บ้านปู (BANPU) กลุ่มเซ็นทรัล ฯลฯ

รวมถึงยังมีบริษัทนอกตลาดหุ้น อาทิ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต บมจ.ไทยประกันชีวิต บมจ.วิริยะประกันภัย ฯลฯ รวมถึงภาครัฐอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

“อย่าง BANPU ก็เป็นลูกค้าเรามายาวนานถึง 20 ปี และที่ผ่านมารายได้กว่า 80% ของบริษัทก็จะมาจากฐานลูกค้าเดิม ซึ่งเฉลี่ยสัญญาที่เราทำกับลูกค้าประมาณ 1-3 ปีแล้วลูกค้าเดิมก็ต่อสัญญามาตลอด”

ทำรายได้เติบโตต่อเนื่อง

สำหรับการเติบโตบริษัทที่ผ่านมา “สมชาย” บอกว่า การเติบโตของรายได้ประกอบกับการรวมรายได้ 3 ไตรมาส จากการซื้อหุ้นของ บริษัท ไอซีอี คอนซัลติ้ง จำกัด ณ วันที่ 27 มีนาคม 2562 ส่งผลรายได้ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 394.69 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 50.26 และรายได้ในไตรมาส 1/2563 เพิ่มขึ้นเป็น 109.86 ล้านบาท อัตราการเติบโตจากไตรมาส 1 ในปีก่อนสูงถึงร้อยละ 115.75

สำหรับการเติบโตของกำไรสุทธิของปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 47.75 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 44.15 และช่วงต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 10.27 ล้านบาท เป็นอัตราการเติบโตจากไตรมาส 1 ในปีก่อนสูงถึงร้อยละ 558.33

“เราพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีดิสรัปชั่นกันมาหลายปีแล้ว แต่โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการที่คนหันมาใช้เทคโนโลยีเร็วขึ้นก็ถือเป็นโอกาสต่อธุรกิจเรา”

พร้อมเข้าเทรด mai ส.ค.นี้

ทั้งนี้ บริษัทกำลังจะประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนทั่วไปเป็นจำนวน 25 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25% ของโครงสร้างบริษัทหลังจาก IPO เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันได้รับการอนุมัติหนังสือชี้ชวนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว โดยมีแผนจะโรดโชว์นำเสนอข้อมูลลงทุนผ่านช่องทางแก่นักลงทุนในวันที่ 17 ก.ค.นี้ และคาดว่าจะพร้อมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ได้ในช่วงต้นเดือน ส.ค.ปีนี้

“หลังจากเข้าตลาดเราคาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากเราได้เงินระดมทุนที่ไม่ใช่เงินทุนจากการดำเนินงาน (operation funding) อย่างที่ผ่าน ๆ มา รวมถึงจะเป็นหุ้นปันผลจากนโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน”

โดยเงินที่ระดมทุนได้จะนำไปใช้ อาทิ ขยายกำลังการผลิต ซึ่งก็คือ “กำลังคน” เนื่องจากฐานลูกค้าและความต้องการใช้ระบบของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังคนที่มีอยู่ตอนนี้ไม่สามารถทำงานได้ทันกับที่ลูกค้าต้องการ โดยเฉพาะในยุคที่เกิดวิถีชีวิตใหม่ (new normal) นี้

รวมถึงการลงทุนเพิ่มคุณภาพคน ซึ่งบริษัทมีแผนลงทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล (digital skill) ผ่านการสร้างสถาบัน (academy) ขึ้นมาเพื่อบ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมีการสร้าง academy ดังกล่าว 2 แห่งคือ ที่ จ.เชียงใหม่ และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมถึงมีแผนนำเงินไปลงทุนห้องทดลองนวัตกรรม (innovation lab) ด้วย

“ปัจจุบันเรามีพนักงานด้านไอทีประมาณ 240 คน ซึ่งภายในสิ้นปี 2563 นี้คาดว่าจะมีพนักงานประมาณ 300 คน โดยการตั้ง academy ขึ้นก็เพื่อรับนักศึกษาด้านไอทีให้มาเรียนรู้วิธีการทำงานของเรา ซึ่งจะช่วยต่อยอดทักษะด้านดิจิทัลแก่เด็กไทยด้วย”

นับว่าน่าจับตาเลยทีเดียวสำหรับบริษัทที่ปรึกษาด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งนี้ เพราะในยุคหลังโควิดความต้องการด้านดิจิทัลคงเร่งตัวขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ