“เอสแอสพี” ปรับเรทติ้ง “ทีเอ็มบี” สู่ BBB จากศักยภาพควบรวมกิจการ
ทีเอ็มบี เผยได้รับการปรับอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นจากเอสแอนด์พีจาก BBB- เป็น BBB หนุนแผนรวมกิจการทีเอ็มบีและธนชาตเสริมความสำคัญต่อระบบการเงิน-เดินหน้าตามเป้าหมาย ชี้มั่นใจสถานะทางการเงินแข็งแกร่งจากความพอเพียงเงินกองทุน 18.6% พร้อมรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศแผนรวมกิจการกับธนาคารธนชาต ทีเอ็มบีก็ได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือขึ้นถึงสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกจาก มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ ซึ่งประกาศปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของธนาคารขึ้น 1 อันดับจาก Baa2 เป็น Baa1 ในปีที่แล้ว และครั้งล่าสุดจาก S&P Global Ratings (เอสแอนด์พี) ที่ประกาศไปเมื่อวานนี้
โดยประกาศปรับอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของทีเอ็มบีเพิ่มขึ้น 1 อันดับจาก BBB- เป็น BBB ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการรวมกิจการ ความสำคัญของธนาคารภายหลังการรวมกิจการต่อระบบการเงิน และสถานะทางการเงินของธนาคารในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งทีเอ็มบีและธนชาตยังคงเดินหน้าร่วมกันตามแผนรวมกิจการได้เป็นอย่างดี เพื่อให้การรวมธนาคารเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนกรกฎาคมปีหน้า ขณะที่ด้านการดำเนินงานก็ทำได้ตามแผนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 เรื่องหลัก ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธนาคารไม่ว่าจะเป็นการคงสภาพคล่องในระดับสูงด้วยการเติบโตเงินฝาก การเพิ่มคุณภาพงบดุลด้วยการลดยอดหนี้เสีย และการคงเงินกองทุนในระดับสูงมาโดยตลอด จึงมั่นใจได้ว่าธนาคารมีศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ณ สิ้นไตรมาส 2 ทีเอ็มบีและธนชาต สามารถเติบโตฐานเงินฝากได้ 3.2% และลดอัตราส่วนหนี้เสียลงมาอยู่ที่ 2.34% ด้านความเพียงพอของเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่งและสูงเป็นลำดับต้นๆ ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย โดยอัตราส่วน CAR และ Tier I อยู่ที่ 18.6% และ 14.6% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 11.0% และ 8.5% ตามลำดับ