เบี้ยประกันคุ้มภัยโตเกียวมารีนฯหดตัว 10% เซ่นพิษโควิด
โควิดทุบยอดขายรถใหม่ป้ายแดง-ส่งออกดิ่งหนัก ฉุดเบี้ยประกันครึ่งปีแรก “คุ้มภัยโตเกียวมารีน” หดตัว 10.5% เหลือ 8,953 ล้านบาท ธุรกิจประกันรถยนต์ร่วง 13% ขนส่งทางทะเลติดลบ 6% ครึ่งปีหลังลุ้นมาตรการซื้อรถยนต์ใหม่ ดันโปรดักต์ “Gap Insurance” กระตุ้นเบี้ย ตั้งเป้าเบี้ยรวมปีนี้ 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 5%

นายฮิโระโนะริ คิริว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.63) บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 8,953.6 ล้านบาท หดตัว 10.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยธุรกิจหลักทั้งประกันภัยรถยนต์และประกันภัยขนส่งทางทะเล(มารีน) ได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ใหม่(ป้ายแดง) และตัวเลขส่งออกที่หดตัวลงไปมากจากผลของการระบาดของโรคโควิด-19 โดยครึ่งปีแรกธุรกิจประกันรถยนต์มีเบี้ยรับ 5,582.5 ล้านบาท ติดลบ 13% มีอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) อยู่ที่ 62-63% ปรับตัวดีขึ้นจากการเคลมประกันที่ลดลงจากสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในปีนี้ ขณะที่ธุรกิจประกันภัยขนส่งทางทะเลมีเบี้ยรับ 621.6 ล้านบาท ติดลบ 6%
“เราเป็นผู้เล่นในตลาดที่มีมาร์เก็ตแชร์ประกันภัยขนส่งทางทะเลอันดับ 1 และประกันภัยรถยนต์อันดับ 2 ในอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทย โดยพอร์ตประกันรถส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรถป้ายแดง ทำให้ปีนี้เมื่อยอดขายรถใหม่ลดลง ส่งผลโดยตรงต่อเบี้ยรับรวมของเราหดตัวลงไปมาก”
ปัจจุบันพอร์ตประกันรถยนต์(Motor) คิดเป็นสัดส่วน 60% และที่เหลืออีก 40% มาจากประกันภัยที่ไม่ใช่รถ(Non-Motor) โดยฐานลูกค้าหลักมาจากลูกค้าในประเทศสัดส่วน 75% และอีกราว 25% มาจากเครือข่ายบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในไทยและกลุ่มประเทศแม่น้ำโขง (J-Biz Clients)
สำหรับทิศทางช่วงที่เหลือของปีหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศเริ่มคลี่คลาย ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เชื่อว่ายอดขายประกันจะค่อยๆ ขยับตัวขึ้น ทั้งจากกระแสข่าวที่รัฐจะออกมาตรการกระตุ้นในการซื้อรถยนต์ใหม่ ขณะเดียวกันบริษัทกำลังรวมผลิตภัณฑ์ของทั้งสองบริษัทหลังได้ดำเนินการควบรวมไปแล้วในเฟสแรก โดยจะเลือกความคุ้มครองที่ดีที่สุดเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะดำเนินการขายต่อไป นอกจากนี้มองหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของการใช้รถยนต์ตั้งแต่ลูกค้าซื้อรถ ใช้รถ
ล่าสุดได้จับมือกับดีลเลอร์เปิดตัวประกันที่เรียกว่า “Gap Insurance” โดยเมื่อลูกค้าซื้อรถใหม่ มูลค่ารถตกไปแล้ว แต่ในกรณีที่ลูกค้าเกิดเหตุรถยนต์พังเสียหายสิ้นเชิงทั้งคัน (Total Loss) ปรากฏว่าได้รับเงินจากค่าสินไหมไม่เท่ากับราคารถตั้งแต่แรก ฉะนั้นแบบประกันตัวนี้จะเข้ามาตอบโจทย์ในส่วนของการซื้อรถใหม่เต็มทุนประกัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทประกันจะรับประกันความเสี่ยงเพียงแค่ 80% และยังมีช่องว่าง(Gap) เหลืออยู่ 20% ที่ลูกค้ามาซื้อความคุ้มครองผ่าน Gap Insurance ซึ่งเป็นโปรดักต์ที่จะเสริมความคุ้มครองให้ลูกค้ามากขึ้น ปัจจุบันได้นำร่องกับลูกค้ารถป้ายแดงไปแล้ว นอกจากนี้บริษัทยังมีโปรดักต์คุ้มครองสินเชื่อในการซื้อรถให้ลูกค้าเป็นทางเลือกด้วย จึงหวังว่าครึ่งปีหลังจะมีโอกาสผลักดันให้ธุรกิจมีการเติบโตขึ้นได้สัก 5% แต่ในภาพรวมอาจจะไม่ได้เติบโตตามเป้าหมายเดิม โดยตั้งเป้าปีนี้จะมีเบี้ยประกันภัยรับรวมจะอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 1.8 หมื่นล้านบาท
“ในสภาวะแบบนี้เรายังต้องมองตลาดรถใหม่ โดยพยายามสร้างโปรดักต์ใหม่ๆ หลายอย่างๆ ให้ตอบสนอง ในขณะเดียวกันต้องมองตลาดกลุ่มลูกค้าเดิม(รถเก่า) กลุ่มรถ Use Car บวกกับกลุ่มรถต่ออายุ ก็ยังเป็นตลาดที่ต้องทำ โดยเฉพาะนอกกรุงเทพมหานครผ่านสาขาเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนรถใหม่ 30% และสัดส่วนรถ Use Car บวกงานต่ออายุประมาณ 70%”
อย่างไรก็ตามบริษัทกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแผนงาน 3 ปี (2564-2566) เพื่อวางกลยุทธ์ในการเติบโตในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 29,383 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินลงทุนรวม 19,723 ล้านบาท ส่วนใหญ่เน้นลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลรวม 19,359 ล้านบาท ซึ่งจัดว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ