9 เดือนแรก “เงิน” ไหลออกกองทุนรวม 3.4 แสนล้าน
เงินบาท
9 เดือนแรก “เงิน” ไหลออกกองทุนรวม 3.4 แสนล้าน Q3 กองหุ้นไทยขายสูงสุด 2.6 หมื่นล้าน
“มอร์นิ่งสตาร์” เปิดข้อมูลกองทุนรวมไทย 9 เดือนแรกมูลค่าทรัพย์สินสุทธิหดตัว -11.6% เหลือ 4.8 ล้านล้านบาท เงินไหลออก 3.4 แสนล้านบาท Q3กองทุนรวมผสมเงินไหลออกสุทธิสูงสุด 2.6 หมื่นล้านบาท กองทุนกลุ่ม Aggressive Allocation (ที่มีการลงทุนในตราสารทุนไทยเป็นหลัก) ไหลออกมากที่สุด
นางสาวชญานี จึงมานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย 9 เดือนแรก(ม.ค.-ก.ย.63) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 4.8 ล้านล้านบาท ลดลง -11.6% จากสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 5.4 ล้านล้านบาท สาเหตุหลักๆ เป็นผลมาจากผลกระทบไวรัสโควิด-19 เงินทุนไหลออกและนักลงทุนเกิดเพนิกเซลล์หนักหลังปิด 4 กองทุนตราสารหนี้ของ บลจ.ทหารไทย ช่วงไตรมาส 1/63

และแม้ว่าไตรมาส 3 จะมีเงินทุนไหลเข้า 7.8 พันล้านบาท แต่ 9 เดือนแรกยังเป็นเงินไหลออกสุทธิอยู่ที่ 3.4 แสนล้านบาท เฉพาะเงินของ 4 กองทุนของ บลจ.ทหารไทย ที่ปิดกองก็เกือบ 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้มีเพียงกองทุนรวมประเภทตราสารทุนที่มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 4.8 หมื่นล้านบาท และเป็นเงินลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก แตกต่างจากไตรมาสก่อนหน้า ที่มีเงินไหลเข้าตราสารเสี่ยงต่ำมาก อย่างตราสารตลาดเงินที่สูงถึงระดับ 7 หมื่นล้านบาท
ในขณะที่เริ่มมีเงินไหลออกจากทรัพย์สินเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้มีเงินไหลออกสุทธิ -3.5 พันล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า ไหลออกสุทธิระดับ 3 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้มีเพียงกลุ่ม Flexible Bond, Global Bond และ Short Term Bond เท่านั้น ที่มีเงินไหลเข้ารวม 3.4 หมื่นล้านบาท และกองทุนรวมตราสารตลาดเงินมีเงินไหลออกสุทธิ -4.3 พันล้านบาท
ด้านกองทุนรวมผสมเป็นประเภทที่มีเงินไหลออกสุทธิสูงสุดที่ -2.6 หมื่นล้านบาท เป็นเงินไหลออกสูงสุดจากกองทุนกลุ่ม Aggressive Allocation (ที่มีการลงทุนในตราสารทุนไทยเป็นหลัก) ในขณะที่กองทุนรวมผสมกลุ่มอื่นมีเงินไหลออกสุทธิเช่นกัน แต่เป็นปริมาณที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ที่ระดับต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ขณะที่กองทุนรวมทองคำหรือน้ำมันมีเงินไหลออกสุทธิไม่มากนักอยู่ที่ -1.6 พันล้านบาท ต่ำสุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น ในจำนวนนี้เป็นเงินไหลออกสุทธิกองทุนทองคำ -1.3 พันล้านบาท ขณะที่ในเดือน ก.ย.เมื่อราคาทองคำย่อตัวลงเล็กน้อย กองทุนกลุ่มนี้ก็เริ่มมีทิศทางเป็นเงินไหลเข้าสุทธิหลังจากมีแรงขายทำกำไรออกมา 6 เดือนติดต่อกัน
“ช่วงไตรมาส 3 หลายประเทศยังเจอสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ต่อเนื่อง หรือบางประเทศในเอเชียมีการระบาดเป็นระลอก 2-3 ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกแตะระดับ 30 ล้านคนมาตั้งแต่กลางเดือน ก.ย. โดยยังมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศแถบทวีปอเมริกา หรือประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงอย่างอินเดีย ขณะเดียวกันจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทางฝั่งยุโรปก็กลับมามีแนวโน้มสูงขึ้น
ส่วนประเทศไทยยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากต่างประเทศรายวัน ในขณะที่ยังมีการเฝ้าระวังการติดเชื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม COVID-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ หลายประเทศยังดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเงิน ใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่อง”
ส่งผลให้อาจมีเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง สะท้อนไปยังตลาดหุ้นหลายประเทศที่ปรับตัวขึ้นมา อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังขาดแรงสนับสนุนที่มีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในไตรมาส 3 จึงเป็นไปในทิศทางปรับตัวลงไปที่ระดับต่ำกว่า 1,300 จุดอีกครั้งและไปปิดที่ 1,237.04 จุด (SET -19.3%)
นางสาวชญานี กล่าวว่า สำหรับกองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% จากปี 2562 โดยมีกองทุนกลุ่ม China Equity มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดรวม 3.6 หมื่นล้านบาท ทำให้กองทุนหุ้นจีนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโตขึ้นอีกเท่าตัวจากปี 2562
ผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุนรวมไตรมาส 3 ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะชะลอตัวกว่าไตรมาส 2 หากดูที่ภาพรวมประเภทสินทรัพย์จะพบว่ากลุ่มกองทุนทองคำ ยังถือว่าให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี ในขณะที่กองทุนผสม ตราสารทุน หรือตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ค่อนข้างต่ำ ขณะที่กองทุนหุ้นเทคโนโลยียังเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดต่อเนื่อ
ส่วนกองทุนเพื่อการออม (SSF) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 908 ล้านบาท หรือโตขึ้นมากกว่า 3 เท่าจากไตรมาส 2 ที่มีการเปิดขายเป็นไตรมาสแรก กลุ่มการลงทุนประเภทตราสารทุนมีการเติบโตที่ดี ส่วนแบ่งตลาดกองทุน SSF มีการกระจายตัวมากขึ้น โดย 5 อันดับบลจ. ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดรวมกันมีสัดส่วนที่ 82% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 94%