เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ออริจิ้น ร่วมทุน Hotel101 พัฒนาโรงแรม 4 ดาว Hotel 101 ย่านพหลโยธิน ใกล้รถไฟฟ้า
Real Estate ออริจิ้น ร่วมทุน Hotel101 พัฒนาโรงแรม 4 ดาว Hotel 101 ย่านพหลโยธิน ใกล้รถไฟฟ้า
กยศ. แจงผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงิน ยอดหนี้ไม่ลดทันที ยันเงินไม่หาย
Finance กยศ. แจงผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงิน ยอดหนี้ไม่ลดทันที ยันเงินไม่หาย
ป.ป.ส. ยืนยัน ไทยไม่ใช่ฐานการผลิตเฮโรอีน หยุดแชร์ข้อมูลขยายความเข้าใจผิด
News ป.ป.ส. ยืนยัน ไทยไม่ใช่ฐานการผลิตเฮโรอีน หยุดแชร์ข้อมูลขยายความเข้าใจผิด
ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
‘โนเบิล’ เปิดดีลใหญ่ หั่นราคาแรงแห่งปี ลดสูงสุด 16 ล้าน คอนโดหรูทองหล่อเหลือแค่ 4.9 ล้าน
Real Estate ‘โนเบิล’ เปิดดีลใหญ่ หั่นราคาแรงแห่งปี ลดสูงสุด 16 ล้าน คอนโดหรูทองหล่อเหลือแค่ 4.9 ล้าน
GULF ปิดดีลแบงก์ต่างชาติแห่ปล่อยกู้ 600 ล้านดอลลาร์ หนุนแผนขยายธุรกิจพลังงาน-ดิจิทัล
Economic GULF ปิดดีลแบงก์ต่างชาติแห่ปล่อยกู้ 600 ล้านดอลลาร์ หนุนแผนขยายธุรกิจพลังงาน-ดิจิทัล
บางจากได้ฤกษ์เปิดปั๊ม ‘Bangchak Hong Kong’ รุกตลาดเอเชียเหนือ คงแบรนด์ Caltex ชั่วคราว
Economic บางจากได้ฤกษ์เปิดปั๊ม ‘Bangchak Hong Kong’ รุกตลาดเอเชียเหนือ คงแบรนด์ Caltex ชั่วคราว
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี’70 ได้งบฯแค่ 4.2 หมื่นล้าน ปลัดคลังชี้ไม่พอต้องขอจากงบฯกลาง
Finance บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี’70 ได้งบฯแค่ 4.2 หมื่นล้าน ปลัดคลังชี้ไม่พอต้องขอจากงบฯกลาง
เศรษฐีไต้หวัน แห่ย้ายสินทรัพย์ ซบ ‘สิงคโปร์’ แชร์ความเสี่ยง เลี่ยงแรงกดดันจีน
World เศรษฐีไต้หวัน แห่ย้ายสินทรัพย์ ซบ ‘สิงคโปร์’ แชร์ความเสี่ยง เลี่ยงแรงกดดันจีน
GPSC พร้อมทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR รับดีมานด์ Data Center
Economic GPSC พร้อมทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR รับดีมานด์ Data Center
ดูทั้งหมด

TMB ตั้งสำรองQ3 เพิ่ม 6,863 ล้านบาท เผยลูกหนี้เข้าพักชำระหนี้เหลือ 20% จาก 40%

20 ต.ค. 2563 | 16:36น.

ทีเอ็มบี รับเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จ่อตั้งสำรองเพิ่มครึ่งหลังของปี หลังไตรมาสที่ 3 ตั้งสำรอง 6,863 ล้านบาท จากไตรมาส 2 อยู่ที่ 4,972 ล้านบาท เผยกำไร 9 เดือน อยู่ที่ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน เผย ลูกหนี้เข้าโครงการพักชำระหนี้ลดลงจาก 40% เหลือ 20% หนี้เสียยังอยู่ในระดับต่ำที่ 2.33% เงินกองทุนอยู่ระดับสูง 18.9%

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย แจ้งผลประกอบการสิ้นสุดเดือนกันยายน ปี 2563 โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 8,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ด้านการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6,863 ล้านบาท เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงถัดไป หลังหักสำรองฯ และภาษี กำไรสุทธิในไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,619 ล้านบาท โดยรวม 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อนหน้า ส่วนภารกิจรวมธนาคารคาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนกรกฎาคมปี 2564 ตามแผน

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “สำหรับไตรมาส 3 ภาพรวมการดำเนินงานยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ดี การทยอยรับรู้ผลประโยชน์จากการรวมกิจการถือเป็นปัจจัยหนุนในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ทั้งนี้ ภายหลังการรวมกิจการ ทั้งทีเอ็มบีและธนาคารธนชาตได้ดำเนินการปรับโครงสร้างเงินฝากและสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลประโยชน์ด้านงบดุล (Balance Sheet Synergy) ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินและอัตราผลตอบแทนได้ดีขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.92% เป็นไปตามกรอบเป้าหมายแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหลายครั้งก็ตาม ขณะเดียวกันการรับรู้ผลประโยชน์ด้านต้นทุน (Cost Synergy) ช่วยให้ธนาคารสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ทรงตัวอยู่ที่ 46% และมีกำไรจากการดำเนินงานใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า

ด้านการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 นั้น ถือได้ว่าสถานะปัจจุบันของธนาคารมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านสภาพคล่อง ด้านฐานเงินกองทุน และคุณภาพสินทรัพย์ ทั้งนี้ ทีเอ็มบีดำเนินการปรับปรุงคุณภาพพอร์ตสินเชื่อและบริหารจัดการหนี้เสียในเชิงรุกมาโดยตลอด ทำให้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทีเอ็มบีมีสัดส่วนหนี้เสียในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ขณะที่ธนาคารธนชาตนั้นก็เป็นธนาคารที่มีคุณภาพสินเชื่อที่ดีและมีหนี้เสียในระดับต่ำอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนรวมกิจการ

สำหรับสินเชื่อที่อยู่ภายใต้โปรแกรมพักชำระหนี้นั้น ในส่วนของสินเชื่อลูกค้ารายย่อยกลุ่มแรกๆ ได้เริ่มทยอยครบกำหนดไปบ้างแล้วและส่วนใหญ่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ดังนั้น ในไตรมาส 3 จึงเห็นสัดส่วนสินเชื่อภายใต้โปรแกรมพักชำระหนี้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20% ของสินเชื่อรวม เทียบกับ 40% ณ ไตรมาส 2 ขณะที่ลูกค้าธุรกิจรวมถึงเอสเอ็มอีนั้นจะเริ่มครบกำหนดปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งก็จะส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อที่อยู่ภายใต้โปรแกรมพักชำระหนี้ทยอยลดลงเป็นลำดับในไตรมาสถัดไป

อย่างไรก็ดี ธนาคารตระหนักดีว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงมีแผนตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อเสริมกันชนในการรองรับความเสี่ยงให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยในไตรมาส 3 ได้ตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นเป็น 6,863 ล้านบาท เทียบกับ 4,972 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ขณะที่สัดส่วนหนี้เสียทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 2.33% จาก 2.34% ช่วยหนุนให้อัตราส่วนเงินสำรองฯ ต่อหนี้เสียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 132% จาก 114% จากไตรมาสก่อน

นอกจากตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นแล้ว ธนาคารก็ดำเนินการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยมีการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าปกติหรือลูกค้าที่อยู่ในโปรแกรมพักชำระหนี้เพื่อทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ของลูกค้า ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงดำเนินการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกัน”

สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงาน มีดังนี้ ทีเอ็มบีและบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 16,212 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากไตรมาสก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานบริหารจัดการได้ดี โดยอยู่ที่ 7,429 ล้านบาท ลดลง 4.5% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 8,809 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 8,791 ล้านบาท ในไตรมาสก่อน โดยรวมรอบ 9 เดือน มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ 27,462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.5% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธนาคารจึงตั้งสำรองฯ ตามมาตรฐาน TFRS9 ในระดับสูงที่ 16,595 ล้านบาท เทียบกับการตั้งสำรองฯ 7,222 ล้านบาท รอบ 9 เดือนปีที่แล้ว ส่งผลให้กำไรสุทธิ 9 เดือนอยู่ที่ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ในส่วนเงินฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 มียอดเงินฝากทั้งสิ้น 1.41 ล้านล้านบาท ลดลง 2.5% จากไตรมาสที่แล้ว แต่เพิ่มขึ้น 0.6% จากปีก่อน เป็นผลจากการปรับโครงสร้างเงินฝากภายหลังการรวมกิจการ โดยการลดสัดส่วนเงินฝากประจำ เพื่อเพิ่มสัดส่วนเงินฝากลูกค้ารายย่อย เช่น No Fixed และ All Free รวมถึงผลจากการบริหารฐานเงินฝากให้สอดคล้องกับยอดสินเชื่อ

โดยยอดสินเชื่ออยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท ลดลง 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 2.1% จากปีก่อนหน้า ตามการชะลอลงของยอดสินเชื่อใหม่ การชำระคืนหนี้ และจากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อด้วยการลดสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อที่มีหลักประกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ซึ่งปัจจุบันกว่า 90% ของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

ทั้งนี้ จากการบริหารยอดเงินฝากและสินเชื่อ รวมถึงสินทรัพย์สภาพคล่องอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ธนาคารมีอัตราส่วน LCR ซึ่งบ่งบอกถึงสินทรัพย์สภาพคล่องที่ใช้รองรับความผันผวนในภาวะวิกฤต อยู่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 100% มาโดยตลอด โดยปัจจุบัน LCR ตามงบการเงินรวมอยู่ที่ประมาณ 200%

ด้านความเพียงพอของเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่งและสูงเป็นลำดับต้นๆ ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 อัตราส่วน CAR และ Tier I เบื้องต้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.9% และ 14.8% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 11.0% และ 8.5% ตามลำดับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน