“กสิกรฯ” ชี้ “ปัจจัยเฉพาะ” หนุนทิศทางเงินบาทแข็งค่า
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ “ปัจจัยเฉพาะ” ของไทยและสหรัฐ แรงหนุนทิศทางเงินบาทแข็งค่า แม้ว่า ธปท. จะเดินหน้าปรับระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เดินหน้าปรับระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
“หลังเปิดมาในปี 2564 ค่าเงินสกุลเงินหลัก สกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย รวมถึงเงินหยวนของจีนยังคงแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ยังคงเผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะมีแรงกดดันจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ แล้ว ยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงที่กำลังจะมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารประเทศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2564 นั้น ส่วนใหญ่ยังปรับตัวอยู่ในระดับที่แข็งค่ากว่าแนว 30.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งทำให้สถานการณ์เงินบาทยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และล่าสุด ธปท. ก็ได้เดินหน้าผ่อนคลายเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อปรับสมดุลของระบบนิเวศในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
สกุลเงินหลักและหลายสกุลเงินในเอเชีย ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาประมาณ 3 สัปดาห์นับจากวันที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกรายงานการประเมินนโยบายเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ สกุลเงินของประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ระบุว่า เป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” ทั้งเงินฟรังก์ของสวิตเซอร์แลนด์และเงินดองของเวียดนาม รวมถึงสกุลเงินของประเทศที่อยู่ใน “Monitoring List” ประกอบด้วย เงินหยวนของจีน เงินเยนญี่ปุ่น เงินวอนเกาหลีใต้ เงินยูโร เงินดอลลาร์สิงคโปร์ เงินริงกิตมาเลเซีย เงินดอลลาร์ไต้หวัน เงินรูปีอินเดีย และเงินบาทของไทย ล้วนปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ แม้ว่าจะเผชิญปัจจัยเสี่ยงต่อการระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2564
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่ทางการจีนทยอยปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นประมาณ 1.2% หลังสหรัฐฯ ออกรายงานฯ แต่เงินดองของเวียดนามยังคงขยับน้อยมาก และแข็งค่าเพียง 0.1% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าสกุลเงินอื่นๆ ที่แข็งค่าประมาณ 0.4-1.1% ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นหากวัดในมิติของค่าเงิน จะพบว่า เงินดองของเวียดนามยังคงมีความได้เปรียบเหนือสกุลเงินอื่นๆ ของคู่แข่ง รวมถึงเงินบาทของไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง

โจทย์การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ธปท. ส่งสัญญาณว่า จะเดินหน้าปรับสมดุลให้กับระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของไทย
ผ่านการผ่อนคลายเกณฑ์ ปรับปรุงกฎระเบียบ เพิ่มประเภทผู้เล่น/ผู้ให้บริการธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงิน และติดตามพฤติกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทั้งหมดเป็นการปรับสมดุลให้กับระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในไทย
และล่าสุด ธปท. ดำเนินการเพิ่มเติมใน 2 เรื่อง ได้แก่ คือ 1. การผ่อนคลายการทำธุรกรรมเงินบาทให้กับนิติบุคคลต่างประเทศที่เข้าโครงการ NRQC (Non-resident Qualified Company) และ 2. การปรับลดวงเงินคงค้างการปล่อยสภาพคล่องเงินบาทแบบไม่มีภาระ หรือไม่มี Underlying รองรับให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (NR) โดยสถาบันการเงินในประเทศ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การดำเนินการทั้ง 2 เรื่องพร้อมกันอาจจะช่วยลดสัดส่วนปริมาณการทำธุรกรรมเงินบาทในตลาดต่างประเทศ หรือ Offshore ลงจากที่มีสัดส่วนประมาณ 61% ในปี 2562 เนื่องจากอาจจะช่วยดึงธุรกรรมเงินบาทที่มี Underlying เกี่ยวกับด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งแต่เดิมเกิดขึ้นในตลาดต่างประเทศ กลับเข้ามาอยู่ในประเทศ เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด (ตามเกณฑ์ข้อ 1) ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ธุรกรรมเงินบาทแบบไม่มี Underlying รองรับในตลาดต่างประเทศมีข้อจำกัดและทำได้ยากมากขึ้น (ตามเกณฑ์ข้อ 2)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรการของธปท. ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความพยายามที่จะดูแลสถานการณ์เงินบาทในหลายๆ มิติ (ซึ่งล่าสุดเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเงินบาทของ NR) แต่มาตรการและการดำเนินการทั้งหมดก็คงต้องใช้เวลาในการติดตามเพื่อประเมินประสิทธิผลในการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทและการลดความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในภาพรวม
แต่ในระยะสั้น โจทย์เฉพาะหน้าของภาคการส่งออกไทยที่จะต้องเตรียมรับมือทันที ก็คือ สถานการณ์ที่เงินบาทยังคงมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องอีกในระยะเวลาที่เหลือของปี 2564 (คาดการณ์เงินบาทที่กรอบ 29.00-29.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2564) ตามปัจจัยพื้นฐานของเงินบาท ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลและระดับการลงทุนที่ต่ำ รวมถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ทั้งนี้การเลือกใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งการทำสัญญา Forward สัญญา Options และการเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ อาจช่วยลดผลกระทบจากเรื่องที่ไม่แน่นอนลงไปได้ทางหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ดี โจทย์ใหญ่สำหรับภาคธุรกิจของไทยที่จะต้องเร่งปรับตัว จะยังคงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพื่อรักษาระดับมาร์จิ้นเพื่อความอยู่รอด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว”