“โควิด” กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ในทิศทางการออกหุ้นกู้ปี 2563
คอลัมน์สถานีลงทุน ศิรินารถ อมรธรรม สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
จากข้อมูลการออกหุ้นกู้ระยะยาวย้อนหลังในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าภาคเอกชนหันมาระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวกันมากขึ้นมูลค่าการออกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 578,000 ลบ.ในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 1.07 ล้านล้านบาทในปี 2562 ซึ่งทำสถิติการออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แต่สถานการณ์โควิดในปีที่ผ่านมา ทำให้ทิศทางการระดมทุนของภาคเอกชนเปลี่ยนไป โดยมียอดการออกในปี 2563 ที่ 683,559 ล้านบาท ลดลงถึง 36% จากปีก่อนหน้าจากผู้ออกทั้งในภาคการเงินและภาคการผลิต (bank sector และ real sector)
เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลสินเชื่อธนาคาร เงินฝากธนาคาร และมูลค่ากองทุนรวมตราสารหนี้ ช่วยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของตลาดการเงิน นั่นคือในช่วงต้นปีที่มีการ lockdown และเกิดความกังวลของนักลงทุนในการลงทุนตราสารหนี้ บริษัทเอกชนมียอดการออกหุ้นกู้ลดลงมาก โดยหันไปกู้เงินจากธนาคารแทน ยอดสินเชื่อจึงเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับยอดเงินฝากธนาคารที่เพิ่มขึ้นจากการโยกเงินออกจากกองทุนรวมตราสารหนี้ของนักลงทุนที่เกิดความกังวล แล้วไปฝากเงินกับธนาคารแทน
นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมายังเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในช่องทางการเสนอขายหุ้นกู้ของผู้ออกอีกด้วย โดยเดิมทีผู้ออกจะนิยมเสนอขายต่อกลุ่มนักลงทุนสถาบัน (institutional investor : II) และนักลงทุนรายใหญ่ (high new worth : HNW) เป็นหลัก
เนื่องจากความต้องการลงทุนของนักลงทุน 2 กลุ่มนี้มากพอที่จะรองรับหุ้นกู้ที่ต้องการเสนอขายของผู้ออกแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องไปเสนอขายนักลงทุนทั่วไป (public offering : PO) ที่มีจำนวนมาก แต่มูลค่าการลงทุนต่อคนต่ำกว่า สัดส่วนการเสนอขายต่อ PO จึงสูงขึ้นจาก 11-18% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เป็น 28% ของมูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวทั้งหมด
ซึ่งหุ้นกู้ที่เสนอขายต่อ PO นี้ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอันดับเครดิตค่อนข้างสูง (ตั้งแต่ A- ขึ้นไป) ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ได้มีโอกาสลงทุนในหุ้นกู้กันมากขึ้น
และเนื่องจากนักลงทุนเกิดความกังวลในการลงทุนหุ้นกู้ในปีที่ผ่านมาจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด ผู้ออกที่อันดับเครดิตต่ำกว่า investment grade และไม่จัดอันดับเครดิต (nonrated) จึงออกเป็นหุ้นกู้มีประกันกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
โดยหุ้นกู้มีประกันที่ออกจะเป็นการให้บริษัทแม่หรือบริษัทในเครือมาช่วยค้ำประกันและการนำที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง หุ้นสามัญของบริษัทตัวเองหรือบริษัทในเครือมาค้ำประกัน ซึ่งก็เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมในเมื่อมีการค้ำประกันด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว หุ้นกู้เหล่านี้ก็ยังมักไม่จัดอันดับเครดิตอยู่ดี
ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นกู้มีประกัน นักลงทุนควรแยกประเด็นเรื่อง “ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้” และ “หลักประกัน” ออกจากกัน เพราะหลักประกันไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ
ดังนั้น นักลงทุนจึงควรพิจารณาความเสี่ยงในการผิดนัดชำระว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้เป็นสำคัญ โดยหลักประกันจะมีบทบาทในแง่ที่ช่วยให้ความอุ่นใจว่านักลงทุนจะได้อะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง ถ้าบริษัทเกิดผิดนัดชำระหนี้ขึ้น หลักประกันจะอุ่นใจแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ใช้ค้ำประกันว่าจะมีมูลค่าให้ติดไม้ติดมือมากแค่ไหน และจะได้เมื่อไหร่
เพราะในความเป็นจริงการดำเนินคดีฟ้องร้อง การบังคับหลักประกันที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดก็อาจทำไม่ได้รวดเร็ว
สำหรับในปี 2564 นี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์โควิดจะคลี่คลายไปแค่ไหน เมื่อไหร่
ดังนั้น ความกังวลและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังมีอยู่สูง จึงคาดว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในการออกหุ้นกู้ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาจะยังคงต่อเนื่องมาในปีนี้ นักลงทุนทั่วไปก็น่าจะมีหุ้นกู้ให้เลือกซื้อมากอีกปีหนึ่ง ก็ขอให้เลือกซื้อหุ้นกู้ได้อย่างที่ต้องการและปลอดภัยจากโควิดกันทุกท่านค่ะ