Skip to content

เอไอเอทั่วโลก กำไรครึ่งปี 3,182 ล้านเหรียญโต 5% มูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่ม 22%

18 ส.ค. 2564 | 18:40น.
เอไอเอทั่วโลก กำไรครึ่งปี 3,182 ล้านเหรียญโต 5% มูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่ม 22%

กลุ่มบริษัทเอไอเอ 6 เดือนแรกปี’64 มูลค่าธุรกิจใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 22% กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี 3,182 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5% เอไอเอประเทศไทย ยอดขายยูนิตลิงก์-ความคุ้มครอง ดันมูลค่ธุรกิจใหม่โตกว่า 52%

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 กลุ่มบริษัทเอไอเอ สำนักงานใหญ่ฮ่องกง (รหัสหลักทรัพย์ : 1299) ประกาศผลประกอบการสำหรับงบการเงินงวด 6 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย. 64) ของธุรกิจเอไอเอทั่วโลก

  • มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้น 22% เป็น 1,814 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในทุกกลุ่มที่รายงานเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเกิดโรคระบาด ยกเว้นฮ่องกง
  • มูลค่าหุ้นตามมูลค่าธุรกิจ (EV Equity) คิดเป็น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5%
    จากวันที่ 31 ธันวาคม 2563
  • กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) เพิ่มขึ้น 5% เป็น 3,182 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • เงินกองทุนส่วนเกิน 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.4 พันล้านดอลลาร์ จากวันที่ 31 ธันวาคม 2563
  • Group Local Capital Summation Method (LCSM) มีอัตราส่วน 412%
  • เงินปันผลระหว่างกาลเพิ่มขึ้น 6% เป็น 38.00 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น
นายหลี่ หยวน ชยอง
นายหลี่ หยวน ชยอง

นายหลี่ หยวน ชยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า เอไอเอมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่แข็งแกร่งมากถึง 22% และเพิ่มขึ้นในทุกตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มูลค่าธุรกิจใหม่ในทุกตลาดเพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดในครึ่งปีแรกของปี 2563 ยกเว้นฮ่องกงที่ข้อจำกัดด้านการเดินทางยังคงส่งผลกระทบต่อยอดขายจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่

ทั้งนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมของช่องทางตัวแทน และความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มอบความคุ้มครอง ขณะที่พันธมิตรแบงก์แอสชัวรันส์ในแต่ละพื้นที่ยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ในช่องทางการขายผ่านพันธมิตรธนาคารด้วย

“การเติบโตของพอร์ตโฟลิโอคุณภาพสูงของเรา ช่วยสนับสนุนการโตในส่วนของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) และมูลค่าของเงินกองทุนส่วนเกินที่เพิ่มขึ้น (USFG) โดยมีมูลค่าหุ้นตามมูลค่าธุรกิจ (EV Equity) และส่วนของผู้ถือหุ้นที่จัดสรรไว้เพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากของเรา สะท้อนให้เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของเงินกองทุนส่วนเกิน และ Group LCSM ด้วยอัตราส่วน 412%”

ทั้งนี้คณะกรรมการได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเพิ่มขึ้น 8.6% เป็น 38.00 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น ตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างรอบคอบ ยั่งยืน และก้าวหน้าของเอไอเอ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตในอนาคต และคงไว้ซึ่งความยืดหยุ่นทางการเงินของกลุ่มบริษัท

เอไอเอจีน มูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 20%

เอไอเอประเทศจีนยังคงเป็นประเทศที่ส่งมอบมูลค่าธุรกิจใหม่ให้แก่กลุ่มบริษัทเป็นมูลค่าที่มากที่สุด และยังมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่อย่างแข็งแกร่งถึง 20% นอกจากนี้ยังมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยการเปิดตัวสาขาใหม่ในมณฑลเสฉวน และการได้รับการอนุมัติจากทางการในการเตรียมเปิดสาขาใหม่ในมณฑลหูเป่ย์

แม้ว่ามาตรการการเดินทางยังคงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ธุรกิจในฮ่องกงมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่อยู่ที่ 16% ซึ่งเป็นสัดส่วนจากลูกค้าภายในประเทศ โดยเป็นผลมาจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างตรงเป้าหมาย รวมถึงการเติบโตของผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับสาขาในมาเก๊า ยอดขายจากนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ ยังคงมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยรับปีแรกทั้งหมดของครึ่งปีแรกประจำปี 2564 อันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของแผนการเยือนรายบุคคล (Individual Visit Scheme)

เอไอเอไทย มูลค่าธุรกิจใหม่โตกว่า 52%

ส่วนธุรกิจเอไอเอในประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่สูงถึง 52% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานในด้านความคุ้มครอง และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์)

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ ผมขอขอบคุณทีมงานทุกภาคส่วน ทั้งทีมงานฝ่ายขาย ตัวแทนประกันชีวิตทุกท่าน รวมไปถึงเพื่อนพนักงานทุกระดับที่ร่วมมือร่วมใจกันทำงานอย่างหนัก แม้ในช่วงสถานการณ์โควิดแต่ผลงานในครึ่งปีแรกถือเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง รวมไปถึงการที่เรามีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า และเป็นที่หนึ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยและตอบโจทย์ลูกค้าได้ในทุกช่วงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประกันยูนิตลิงก์ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการบริหารการเงินที่เหมาะสมในช่วงเวลาเช่นนี้ เพื่อให้ได้รับทั้งความมั่นคงและมั่งคั่งในระยะยาว”

เอไอเอสิงคโปร์-มาเลเซีย มูลค่าธุรกิจใหม่โต 32-89%

สำหรับมูลค่าธุรกิจใหม่เอไอเอสิงคโปร์สูงขึ้น 32% เมื่อเทียบปีต่อปี แม้จะมีมาตรการกักตัวที่เข้มข้นในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ เอไอเอ มาเลเซียได้ส่งมอบจำนวนการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ที่สูงที่สุดในบรรดาจำนวนสัดส่วนที่สามารถรายงานได้ด้วย 89% ในขณะที่ยังคงเห็นผลกระทบของการแพร่ระบาดในหลายตลาด แต่ในตลาดอื่น ๆ ของเอไอเอยังคงมีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่เป็นตัวเลขสองหลัก

โดยเอไอเอลงทุนอย่างมีเป้าหมายในอุปกรณ์ดิจิทัล และการฝังการวิเคราะห์ข้อมูลลงไปในธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้สามารถเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า ตัวแทน พันธมิตร และพนักงานของเรา เพื่อบรรลุความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อนึ่ง กลุ่มบริษัทเอไอเอเป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ภายใต้รหัสหลักทรัพย์ “1299” สำหรับ American Depositary Receipts (ระดับ 1) มีการซื้อขายหลักทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ (Over-the-Counter) ภายใต้สัญลักษณ์ AAGIY และมีการบริหารจัดการอย่างอิสระ มีบริษัทในเครือและสำนักงานสาขาใน 18 ประเทศทั่วเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งในประเทศจีน เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมา นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไต้หวัน (จีน) เวียดนาม บรูไน และเขตปกครองพิเศษมาเก๊า และเป็นผู้ถือหุ้นร่วมทุน 49% ในประเทศอินเดีย

เอไอเอเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกในเมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อศตวรรษที่ผ่านมา ในปี 2462 โดยเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น) ในด้านเบี้ยประกันภัยรับจากธุรกิจประกันชีวิต และเป็นผู้นำตลาดโดยส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยมีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 ที่ 330 พันล้านเหรียญสหรัฐ

โดยเอไอเอมีลูกค้าที่ถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตรายบุคคลที่มีผลบังคับมากกว่า 39 ล้านกรมธรรม์ และเป็นสมาชิกกรมธรรม์ประกันกลุ่มมากกว่า 16 ล้านคน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AIA เอไอเอ