Skip to content

ดร.ณภัทร เปิดโลกลงทุน Wave 3 บล็อกเชน-คริปโทไม่ใช่บ่อน

06 ธ.ค. 2564 | 10:16น.
ดร.ณภัทร เปิดโลกลงทุน Wave 3 บล็อกเชน-คริปโทไม่ใช่บ่อน
สัมภาษณ์พิเศษ

เศรษฐกิจไทยหลังโควิดจะเดินไปในทิศทางใด เป้าหมายคืออะไร จะยกระดับการผลิตให้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงในระดับวินาทีได้อย่างไร เป็นคำถามของหลาย ๆ คน และเป็นคำถามที่ยังต้องค้นต้องหาให้เจอ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยทะยานไปได้ในโลกอนาคตโดยไม่ตกขบวน

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวน “ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท Siametrics และกรรมการผู้จัดการสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future) นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ผู้สนใจงานรวบรวมข้อมูลทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และเจ้าของเพจและเว็บไซต์ชื่อ settakid.com มาแลกเปลี่ยนมุมมองและฉายภาพเศรษฐกิจไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

สร้างเศรษฐกิจเน้นคนตัวเล็ก

ดร.ณภัทรตอบคำถามข้างต้นว่า เศรษฐกิจไทยติดหล่มมาหลายปี มีความท้าทายเยอะมาก การบ้านเศรษฐกิจไทยในมุมมองของเขา คือ การวางยุทธศาสตร์สำหรับเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจของผู้เล่นรายใหม่ ๆ

ขณะที่ไทยมีปัญหาหลักของเศรษฐกิจที่เรียกว่า “3 ก.” คือ เก่า แก่ กระจุก ซึ่งมีปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ กัน คือ ธุรกิจและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันยังมีกิจกรรมที่ค่อนข้างเก่า ทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ผลิตขึ้นมาขาย จะดีหน่อยก็ส่งออก ขณะที่เทรนด์ของโลกเป็นการผลิตบนฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งการผลิตของไทยมีส่วนนี้น้อยมากในจีดีพี นี่คือความเก่า

ส่วนเรื่องกระจุก เศรษฐกิจไทยยังโตแบบกระจุกอยู่แค่คนบางกลุ่มหรือกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม ทั้งที่ในโลกสมัยใหม่ต้องกระจาย ต้องมีการแบ่งความเจริญออกไป แม้จะมีการพูดกันมานานว่า อยากให้เอ็มเอสอีเจริญเติบโต แต่ในทางปฏิบัติก็อย่างที่เห็น

ดังนั้น การวางยุทธศาสตร์สำหรับเศรษฐกิจฐานรากจึงสำคัญ ด้วยการทำให้มีนวัตกรรม หรือการดึงศักยภาพของผู้ผลิต ผู้ประกอบการในแต่ละท้องที่ให้เจริญเติบโตขึ้น และไม่ใช่ให้เขาผลิตของออกมาขายได้ เพื่อให้มีสถานภาพดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องทำให้พวกเขาเป็นหัวหอกสร้างความเจริญเติบโตให้แก่เศรษฐกิจชาติได้ด้วย

“ถ้าดูประเทศอื่น ๆ ในโลกปัจจุบัน เริ่มหมดยุคสมัยที่พยายามให้มีธุรกิจใหญ่ ๆ แล้ว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมักออกมาจากกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่มีไอเดียดี ๆ แล้วตอนหลังจึงมีทุนใหญ่เข้ามา ไม่ใช่โมเดลลงทุนเยอะ ๆ ในบริษัทใหญ่ ๆ แล้วให้มันแตกหน่อ ตอนนี้หน่อมันไปเกิดเอง แล้วค่อย ๆ รวบเข้ามาซูเปอร์มาร์เก็ต ปัญหาของไทยคือหน่อของเราไม่ผุดไม่เกิดเสียที เพราะสิ่งแวดล้อมที่เรามีไม่ค่อยเอื้อ” ดร.ณภัทรกล่าว

“ประเทศไทยยังมีสตาร์ตอัพค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ และเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ประเทศไทยมีจริง ๆ ทั้งที่รู้ว่าคนไทยจำนวนมากมีไอเดียดี ๆ มีผลิตภัณฑ์ดี ๆ แต่เขาก็ไปได้ไม่สุด หลายรายต้องออกไปเกิดข้างนอกประเทศจึงจะประสบความสำเร็จ”

พัฒนาทุนมนุษย์

เรื่องนี้จึงมี 2 แง่มุม หนึ่งคือ สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ และข้อจำกัดต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องการระดมทุน การขยายขนาดธุรกิจ และกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ สองคือ เรื่องทุนมนุษย์

ดร.ณภัทรย้ำว่า เรื่องทุนมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ และสำคัญมากขึ้นในยุคที่เรามีหุ่นยนต์ มีออโตเมชั่น มีปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์จึงสำคัญ

ประเทศไทยลงทุนเยอะมากกับระบบการศึกษา แต่สิ่งที่พบคือไม่ค่อยได้วัดผลจากการลงทุนให้มีข้อมูลที่แม่นยำ หรือถึงวัดผลก็ไม่ค่อยให้ผลดีนัก ซึ่งน่าเสียดายและน่าเป็นห่วงมาก ๆ ว่าในโลกอนาคตที่แรงงานมนุษย์กำลังถูกแทนที่ด้วยระบบสมองกลต่าง ๆ ก็อาจส่งผลให้ไทยตกรถไฟขบวนที่คนอื่น ๆ เขาไปกัน

“โดยส่วนตัวการลงทุนตรงนี้ต้องเริ่มจากการสร้างทุนมนุษย์ใหม่โดยไม่ควรเอาอุดมการณ์นำ แต่ให้เอาความไม่รู้นำ แล้วทำการทดลอง”

ตัวอย่างเช่น นโยบายสาธารณะเรื่องการศึกษา สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ แต่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข และอื่น ๆ หรือการลงทุนแบบไม่รู้จบในระบบการศึกษา เช่น ซื้อกระดานดำ ตกแต่งโรงเรียน เพิ่มเงินเดือนครู หรือซื้อไอแพด สิ่งเหล่านี้มีเยอะมาก และคำถามคือ ควรจะทำอันไหน

ถ้าเรามีอุดมการณ์บางอย่าง เช่น เราคิดว่านักเรียนควรมีเวลาอยู่กับหน้าจอให้มาก เพื่อให้เข้ากับโลกยุคใหม่ แต่เราก็ต้องคิดกลับมาด้วยว่า การให้เด็กดูจอเยอะเกินไป ส่งผลเสียต่ออนาคตได้เช่นกัน หรือการมีอุดมการณ์ เช่น นักเรียนเป็นศูนย์กลางแล้วไม่ดูหลักฐานในทางปฏิบัติว่า มันเวิร์กหรือไม่ ก็ผิด

“เพราะคุณเอาเด็กไปล็อกกับระบบการศึกษา 16 ปี 20 ปี เวลาของเด็กที่ผ่านไปมันเอากลับคืนมาไม่ได้ ยิ่งถ้าเราเห็นหลักฐานว่ามันตอบโจทย์ชีวิต ตอบโจทย์การสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจหรือไม่ มันยิ่งน่าเสียดาย” ดร.ณภัทรกล่าว

เปิดโลกยุค Wave 3-คริปโท

ดร.ณภัทรย้ำว่า ยุคนี้และยุคถัด ๆ ไปเป็นยุคที่ท้าทายภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลอย่างมาก เพราะงานแต่ละอย่างมันจะข้ามไปข้ามมา และไอเดียใหม่ ๆ ธุรกิจใหม่ ๆ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนให้มีพื้นที่ มีโอกาสสำหรับการทดลอง มีพื้นที่รับความผิดพลาดบ้างเพื่อให้เกิดนวัตกรรม เพราะไม่มีนวัตกรรมไหนที่อยู่ดี ๆ คิดออกมาแล้วถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก

ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลต้องพิจารณาเรื่องความยากง่ายในการทำธุรกิจในประเทศไทย ความยากง่ายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯก็ต้องไม่ใช่อุปสรรคการขยายธุรกิจ

แล้วในฐานะผู้สนใจและกำลังจะมีหนังสือออกใหม่เกี่ยวกับ data driven world ดร.ณภัทรเล่าประสบการณ์ของผู้ที่เข้าไปคลุกคลีในแวดวงคนเทค และสิ่งที่เรียกว่า decentralized autonomous organization หรือ DAO (ดาว) ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่บนเครือข่ายบล็อกเชนที่มีระบบการจัดการองค์กร มีรัฐธรรมนูญ มีการลงคะแนนให้ความเห็น รวมถึงมีเหรียญมีโทเค็นในการซื้อขายชำระค่าสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ สำหรับคนนอกวง แต่ชาวเทคในระดับนานาชาติให้ความสนใจกับเรื่องนี้ และอยู่ในโลกเสมือนใบนี้กันเป็นจำนวนมากแล้ว

ดร.ณภัทรบอกว่า เทคโนโลยี wave 3 ที่อยู่กับบล็อกเชนหรือเมตาเวิร์สที่ระดับโลกคุยกันนั้น เป็นเรื่องที่น่าจะมาในไทยภายใน 1-2 ปีนี้ และคิดว่ามาได้ค่อนข้างเร็ว สำหรับประเทศไทยเขาแนะนำว่า การจะจับทางกับสิ่งนี้ได้ต้องสนับสนุนครีเอเตอร์หรือคนที่เป็นศิลปิน นักคิดสร้างสรรค์ ธุรกิจเล็กใหญ่ที่ทำเรื่องพวกนี้ และหน้าที่ของภาครัฐคือการสนับสนุน ไม่ปิดกั้น แค่นั้นพอ

“ผมเชื่อว่าทางเลือกที่ดีที่สุด คือ เปิดให้มันเกิด อย่าไปขัดขวาง บางคนมองเรื่องโลก wave 3 โลกบล็อกเชน NFTs คริปโทเคอร์เรนซีว่า เป็นบ่อน เป็น scam หรือหลอกลวง จริงอยู่ว่าก็มีหลอกลวงเยอะ มิจฉาชีพเยอะ แต่ถามว่าในโลกจริงไม่มีหรือครับเก็งกำไร มิจฉาชีพก็มีทั้งนั้น แต่ต้องมาเปรียบกันว่าอันไหนมีมากกว่าอันไหน”

โดยเขาให้แง่คิดทิ้งท้ายว่า ภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลต้องมองโลกแบบ upside (โอกาสข้างหน้า) อย่ามองแค่ status flow (ระดับพื้นฐาน) กับภาพแบบ downside (ความเสี่ยง) ไปวัน ๆ ให้รอดพ้น เพราะถ้าเรามองแค่ status flow เฉย ๆ กับเรื่องที่ downside เวลาถัวกันก็จะต่ำกว่าพื้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์พิเศษ