ตลาดผันผวน “เฟด” ดูดเงินกลับ เทขาย “คริปโท” หันซบ “ทองคำ”

คริปโท

เกาะเทรนด์ลงทุน “หุ้น-คริปโท-ทองคำ” ผันผวน หลังเฟดส่งสัญญาณเร่งดูดสภาพคล่องกลับ-ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว “เอเซีย พลัส” ประเมินทิศทางเงินเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์เสี่ยง จับตาเงินไหลออกจาก “คริปโท” หันซบ “ทองคำ” ราคาบิตคอยน์ดิ่ง สภาธุรกิจตลาดทุนฯ มองตลาดหุ้นไทยลงแค่ชั่วคราว

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเร็วขึ้น ทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดขนาดงบดุล ที่เร็วกว่าคาด ประกอบกับความกังวลประเด็นโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ปัจจุบันแพร่ระบาดทั่วโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกทะลุ 2 ล้านคน/วัน กดดันให้ตลาดการเงินโลกแกว่งตัวผันผวนค่อนข้างมาก

โดยราคาสินทรัพย์ปรับลงแทบทั้งสิ้น ทั้งสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป เอเชีย ปรับลดลงถ้วนหน้า รวมถึงราคาคริปโทเคอร์เรนซีที่ตกลงอย่างมาก โดยบิตคอยน์ (BTC) ราคาปรับตัวลดลงหนักทำสถิติต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ลงไปต่ำกว่า 41,000 เหรียญสหรัฐ (7 ม.ค.) รวมทั้งเหรียญอื่น ๆ

สภาพคล่องลด-ตลาดผันผวน

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังมีการเปิดเผยรายงานการประชุมของเฟดออกมา ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทั้งหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซีถูกเทขายเพื่อทำกำไร

เป็นเพราะสัญญาณการเร่งดูดสภาพคล่องออกจากระบบ เนื่องจากเฟดประกาศจะขึ้นดอกเบี้ยและลดงบดุลเร็วกว่าคาด ทำให้หุ้นที่มีสภาพคล่องล้นและราคาขึ้นไปมากแล้วในปีที่ผ่านมาถูกเทขายออกมาก่อน เช่น หุ้นเทคโนโลยี, หุ้นวัคซีน เป็นต้น

นอกจากนี้ ด้วยภาวะดอกเบี้ยโลกและดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำมาเกือบ 2 ปี ทำให้นักลงทุนมีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (search for yield) เพื่อเก็งกำไร ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดคริปโทเคอร์เรนซี แต่เมื่อสภาพคล่องที่ลดลงทำให้การเก็งกำไรมีโอกาสลดน้อยลงไปด้วย

“หลังจากนี้ กลุ่มหุ้นเก็งกำไรจะมีการปรับฐานลง ในขณะที่หุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด ซึ่งเป็นกลุ่มอิงกับสินค้าอุปโภคบริโภคและวัฏจักรเศรษฐกิจ จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากที่ถูกละเลยมานาน

รวมไปถึงหุ้นที่มีเกราะป้องกันจากนโยบายการเงินที่เริ่มตึงตัวต่อจากนี้ ทั้งหุ้นธนาคารและหุ้นประกันภัย ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจกลับมาฟื้นได้จริง สุดท้ายหุ้นมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น นักลงทุนจึงต้องกลับมาดูที่มูลค่าหุ้น (valuation) ไม่ใช่การเก็งกำไร ช่วงย่อตัวลงมาค่อนข้างน่าสะสม” นายภราดรกล่าว

เงินไหล “คริปโท” ซบ “ทองคำ”

สำหรับทิศทางตลาดคริปโทเคอร์เรนซีหลังจากนี้ นายภราดรกล่าวว่า จะขึ้นอยู่แต่ละคริปโท ว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการนำเหรียญไปใช้จริงในอนาคตอย่างไร เหมือนเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของคริปโทเคอร์เรนซี ถ้านักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น ตลาดคริปโท ก็มีโอกาสไปต่อได้

โดยสิ่งที่ทุกคนจับตารายงานเฟด คือ เงินจะไหลไปอยู่ในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ อาทิ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งราคาทองคำมีโอกาสเดินหน้าต่อได้ จากสินทรัพย์เสี่ยงถูกลดระดับลง ซึ่งปีนี้มีโอกาสราคาทองคำขึ้นไปทดสอบ 1,900-1,950 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

“จากที่คาดหวังสินทรัพย์อนาคตไกล ๆ จะถูกลดระยะมาเลือกสินทรัพย์ที่คาดหวังอนาคตใกล้ ๆ ที่จะเห็นภาพได้ง่าย ๆ ก็น่าจะเห็นเงินในตลาดคริปโท ย้ายมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ทองคำ เป็นต้น เพราะเป็นทางเลือกที่ดีไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ

โดยจากรายงานเฟดมีผลกดดันต่อราคาทองคำในเชิงค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า แต่จะถูกชดเชยด้วยการโยกย้ายเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงมาสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ตราสารหนี้ (บอนด์) ถูกกดดันจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ราคาบอนด์ถูกกดลง” นายภราดรกล่าว

หุ้นไทยปัจจัย “นอก-ใน” รุมเร้า

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย มี 2 ปัจจัยลบที่เข้ามากดดันในระยะนี้ เรื่องแรก เป็นปัจจัยจากต่างประเทศจากที่เฟดเปิดเผยรายงานการประชุมครั้งล่าสุด ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องในระบบที่อาจจะลดลงเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์



และปัจจัยที่ 2 เป็นปัจจัยภายในประเทศที่สถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาทะลุ 5,000 รายต่อวัน เป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งต้องติดตามว่า ศบค.จะมีการออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างไร

“ความไม่แน่นอนจาก 2 ส่วนนี้ เป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นให้ร่วงลงมาในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังเปิดปีใหม่ยังบวกขึ้นมาได้ค่อนข้างดีพอสมควร กรณีตลาดหุ้นที่ตกเมื่อวันที่ 6 ม.ค. จึงเป็นภาพของการโดนเทขายสินทรัพย์ลงมา” นายชาญชัยกล่าว

สภาตลาดทุนชี้หุ้นไทยลงชั่วคราว

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การส่งสัญญาณของเฟด เรื่องขึ้นดอกเบี้ยและลดคิวอีเร็วขึ้น มองเป็นปัจจัยระยะสั้น เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังคงทำผลงานได้ดีกว่า (outperform)

เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในอาเซียน แต่ปัจจัยเฟดเป็นปัจจัยใหม่ที่เข้ากระทบตลาดหุ้นทั่วโลกให้ร่วงลง แต่ยังคงมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในขาขึ้นอยู่ โดยให้เป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2565 ไว้ที่ 1,800 จุด

“ตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างจากตลาดอื่นและมีจุดขายที่ดี ด้วยราคาหุ้นที่ยังไม่สูงมาก ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และตลาดหุ้นไทยได้เปรียบจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว ที่เศรษฐกิจเกือบจะแย่ที่สุดในโลกโตไม่ถึง 1%

ขณะที่ตลาดหุ้นโลกโตถึง 4-5% ฉะนั้นปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อในไทยก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนไม่น่ากังวล ทำให้ไม่มีความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” นายไพบูลย์กล่าว

ลุ้นเงินต่างชาติเดือนละหมื่น ล.

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีช่องว่างทางนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อีก จากที่ผ่านมาก็ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว อย่างเช่น มาตรการช้อปดีมีคืน เป็นต้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีอานิสงส์อยู่

ซึ่งเชื่อว่าจากความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยก็มีความเป็นไปได้ที่จะหนุนให้เม็ดเงินต่างชาติ(ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาที่ตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ โดยคาดว่าเม็ดเงินน่าจะไหลเข้ามาราว ๆ ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 ล้านบาท

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในด้านปัจจัยด้านการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งโดยปกติก่อนการเลือกตั้งจะมีการทำนโยบายต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจปรับตัวขึ้น

“ดูจากในอดีตช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 3-4% และหลังจากเลือกตั้ง 6 เดือน ตลาดหุ้นก็ปรับขึ้นอีก 6-7%” นายไพบูลย์กล่าว

เทียบฟอร์ม “ทองคำ-คริปโท”

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวด้วยว่า ในส่วนราคาทองคำจะมีทิศทางสวนทางกับดอกเบี้ย เพราะความน่าสนใจในการลงทุนทองคำ จะมีอยู่ 2 ช่วงคือ ในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำและในช่วงที่เงินเฟ้อสูง ซึ่งเมื่อเกิดภาวะดังกล่าว ส่วนใหญ่นักลงทุนจะนึกถึงการลงทุนในทองคำ

เนื่องจากเชื่อว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาขึ้นความน่าสนใจในช่วงนี้ จึงมาจากเงินเฟ้อที่สูง

อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูในปี 2564 จะเห็นว่าในช่วงที่เงินเฟ้อกลับมา แต่ทองคำก็ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นจริง ๆ ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในภาวะที่เงินเฟ้อสูง จึงทำให้ความน่าสนใจในทองคำนั้นลดลง และมีการติดลบถึง 4% ในปีที่แล้ว ทำให้ความต้องการถือทองคำของนักลงทุนอาจจะลดน้อยลง

“แต่ทั้งนี้ ทองคำก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่นักวิเคราะห์หลายคนแนะนำให้ถือไว้ในช่วงที่เงินเฟ้อสูง ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างคริปโท เช่น บิตคอยน์ หรืออีเทอเรียม มองว่าเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรและมีความผันผวนสูง

ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่จะส่งผลต่อราคา ส่วนโทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน (investment token) ปัจจุบันในประเทศไทยถือว่ายังมีน้อย จึงยังไม่เห็นความชัดเจนของตัวนี้มากเท่าไหร่นัก” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล่าว

ขึ้นดอกเบี้ยกดราคา “ทองคำ”

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ทิศทางราคาทองคำ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันแกว่งตัวเป็นไซด์เวย์

หรือเคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบ เพราะถูกกดดันจากปัจจัยนโยบายการเงินของเฟดที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกเร็วกว่าที่คาดการณ์ และการเร่งลดวงเงินคิวอี

ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันให้ราคาทองคำไม่ไปไหนไกลดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนรอซื้อที่แนวรับ 1,750-1,770 เหรียญต่อออนซ์ จากนั้นแนะนำให้ติดตามการประชุมของเฟดเป็นหลัก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวที่จะบ่งชี้เงินเฟ้อ และจะส่งผลต่อนโยบายการเงินของเฟด

“มีโอกาสได้เห็นทองคำขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีนี้ ได้ในช่วงไตรมาสแรกหรือไตรมาส 2 เป็นช่วงที่เฟดลดวงเงินคิวอี ซึ่งทองคำถูกกดดันน้อยกว่าสินทรัพย์อื่น โดยให้กรอบที่ 1,750-1,850 เหรียญต่อออนซ์ แต่เมื่อไหร่ที่เฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อนั้นจะเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำให้ร่วงลงมาได้” นายณัฐวุฒิกล่าว


สำหรับโอกาสที่ทองคำจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,900 เหรียญก็เป็นไปได้ หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแย่มาก เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว และเฟดมีการปรับนโยบายว่าอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าลง เพราะปีที่แล้วทองคำผลตอบแทนติดลบ ขณะที่สินทรัพย์อื่นปรับตัวขึ้นไปถึง 15-20%

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ