“อาคม” ชี้ตลาดหุ้นไทยยืดหยุ่นรับความผันผวนโควิดได้ สั่งก.ล.ต.พัฒนา 5 ด้าน

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

รมว.คลังเผยตลาดหุ้นไทยเติบโตต่อเนื่อง ปี’64 พุ่ง 1.2 เท่าของจีดีพี มูลค่าซื้อขายสูงสุดในอาเซียน ชี้มีความยืดหยุ่นรองรับความผันผวนสถานการณ์โควิด ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลก็โตรวดเร็ว จับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุ้มครองผู้ลงทุน-ไม่ให้กระทบการชำระเงิน พร้อมมอบนโยบาย ก.ล.ต. พัฒนาตลาดทุนไทย 5 ด้าน

วันที่ 25 มีนาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รับมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายการพัฒนาตลาดทุนไทยกลไกการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19” ว่า ที่ผ่านมาตลาดทุนไทยสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของอาเซียน โดยในปี 2564 ตลาดทุนไทยคิดเป็น 1.2 เท่าของจีดีพี และตลาดตราสารหนี้รวมทั้งของภาครัฐและเอกชน คิดเป็น 0.9 เท่าของจีดีพี ขณะที่ผู้ลงทุนในตลาดทุนไทยก็มีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง และมีความหลากหลาย กลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญของตลาดทุน

“ภาวะตลาดทุนไทยตั้งแต่ปี 2563-2564 ตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโควิดหลายระลอก แต่ตลาดหุ้นไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนสถานการณ์โควิด โดย SET INDEX ปรับตัวขึ้นมา 50 % ในช่วงสิ้นปี 2564 จากจุดต่ำสุดในรอบ 8 ปี เมื่อเดือน มี.ค. 63 โดยระดับดัชนีดังกล่าวยังสูงกว่าดัชนีสิ้นปี 2562 หรือก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ในภูมิภาค ส่วนของอุตสาหกรรมก็มีการปรับตัวโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี สินค้า อุตสาหกรรม และกลุ่มการเงิน”

ตลาดหุ้นไทยมูลค่าซื้อขายสูงสุดในอาเซียน นาน 10 ปี

ขณะที่การออกเสนอขายหลักทรัพย์ใหม่ทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในปีที่แล้ว มีกว่า 40 หลักทรัพย์ สูงสุดในรอบ 4 ปี มีมูลค่าเสนอขายรวม 1.37 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน นอกจาก IPO ยังมีบริษัทใช้ช่องทางการระดมทุนผ่านช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล จำนวน 1 ราย มูลค่าเสนอขายรวม 2.4 พันล้านบาท และมี SMEs ระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์วงแคบ จำนวน 11 บริษัทมูลค่า 90 ล้านบาท และผ่านคราวด์ฟันดิ้ง 140 บริษัท มูลค่ารวมเกือบ 1.4 พันล้านบาท

ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน ตลาดหุ้นไทยยังคงมีมูลค่าสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 10 โดยปี 2564 มี มูลค่า 8.44 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปี 2563 โดยมีผู้ลงทุนในประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของตราสารหนี้ภาคเอกชนมีการออกตราสารหนี้ระยะยาว มูลค่าเกินกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% เทียบกับปี 2563 และตราสารหนี้ระยะสั้นมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ยังสามารถระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม

เงินต่างชาติถือพันธบัตรไทยทะลุ 1 ล้านล้านบาท

ขณะที่ตราสารหนี้ภาครัฐ กระทรวงการคลังได้ออกพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ที่เรียกว่า วอลเลต สะสมบอนด์มั่งคั่ง ช่วยส่งเสริมและยกระดับการเข้าถึงตราสารหนี้ของประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยสิ้นปี 2564 มีมูลค่ารวม 3.02 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนยังเสนอขายตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน โดยสิ้นปี 2564 มีมูลค่า 1.75 แสนล้านบาทอีกด้วย

ด้านเงินลงทุน ตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่ามีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ากว่า 1.4 แสนล้านบาท โดยสิ้นปี 2564 ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรไทยสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นประวัติการณ์ คิดเป็น 6.8% ของมูลค่าคงค้าง

สินทรัพย์ดิจิทัลโตเร็ว เร่งคุ้มครองผู้ลงทุน

ขณะที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ในสิ้นปีที่ผ่านมานั้น มีมูลค่ารวมทั่วโลกอยู่ 2.26 ล้านล้านเหรียญ และในเดือน ธ.ค. 64 มีผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศไทยเปิดบัญชีเพิ่มขึ้นกว่า 6 แสนบัญชี อย่างไรก็ดี ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงมาก เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ อีกทั้งมีพัฒนาการและการเติบโตที่รวดเร็วทั้งด้านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ ซึ่งยังมีความท้าทายในการกำกับดูแล

สำหรับประเทศไทยได้นำแนวทางจากประเทศต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมตามบริบทของประเทศไทย เพื่อให้กฎเกณฑ์ครอบคลุมทุกส่วน โดยปัจจุบันกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัล

“เรามีเป้าหมายร่วมกัน ในการส่งเสริมประกอบธุรกิจที่ต้องคุ้มครองผู้ลงทุน มีมาตรฐานประกอบธุรกิจ เพื่อให้เกิดการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความปลอดภัย และเป็นไปตามกฎระเบียบสากล โดยมีแนวทางส่งเสริมอย่างสมดุล ซึ่งกระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในการส่งเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และต้องไม่กระทบต่อระบบการชำระเงินในประเทศ”

วางแผนพัฒนาตลาดทุนไทย 5 ด้าน

นายอาคมกล่าวว่า กระทรวงการคลังได้วางทิศทางพัฒนาตลาดทุนไทยไว้ 5 ด้าน และมอบหมายให้ ก.ล.ต. ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำนโยบายดังกล่าวมาจัดทำเป็นแผนเพื่อพัฒนาตลาดทุนไทย สำหรับ 5 ปีข้างหน้า โดยมีผู้เข้าร่วมพิจารณาจัดทำแผนจากภาคเอกชนในตลาดทุน รวมถึงผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อการสนับสนุนพัฒนาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อนำมาใช้พัฒนาการตลาดทุนไทย

ทั้งนี้ ทิศทางพัฒนาตลาดทุนไทย 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนและการระดมทุนผ่านกลไกตลาดทุน สำหรับผู้ระดมทุน โดยเฉพาะภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ธุรกิจที่ใช้โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (BCG), อุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 กลุ่ม (new s-curve) เพื่อเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย

2.การเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทย ผ่านการยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมสากล ยกระดับ วิสัยทัศน์ของตลาดทุนไทยในเวทีโลกและภูมิภาค รวมไปถึงการออกผลิตภัณฑ์ด้านการเงินการลงทุนที่น่าสนใจ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ลงทุน 3.การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับตลาดทุน โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของดิจิทัล เพื่อปรับกระบวนการต่าง ๆ สู่ธุรกิจอัตโนมัติ เพื่อให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิผลและโปร่งใสมากขึ้น


4.การพัฒนาตลาดทุนที่ยั่งยืน โดยตลาดทุนไทย จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงสู่การนำเอาปัจจัยด้าน ESG มาผนวกกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะเป็นรากฐานการบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง และ 5.การสนับสนุนสุขภาพทางการเงินที่ดีของประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะในวัยเกษียณและมีความรู้ความเข้าใจทางการเงิน