เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 68,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 68,850 บาท
‘HENRY’s First Dates’ จำได้หรือจำไม่ได้ก็อบอุ่นหัวใจ
Biz Movement ‘HENRY’s First Dates’ จำได้หรือจำไม่ได้ก็อบอุ่นหัวใจ
‘อนุทิน’ จ่อทวงสัญญา ‘ทรัมป์’ ให้อัตราภาษีพิเศษ หลังไทยทำตามข้อตกลง
Politics ‘อนุทิน’ จ่อทวงสัญญา ‘ทรัมป์’ ให้อัตราภาษีพิเศษ หลังไทยทำตามข้อตกลง
2 มาตรการพยุงกำลังซื้อ หมุนเศรษฐกิจเชียงใหม่โต 8 พันล้าน
Economic 2 มาตรการพยุงกำลังซื้อ หมุนเศรษฐกิจเชียงใหม่โต 8 พันล้าน
หอการค้า ชี้ค่าครองชีพ-รายได้ไม่พอ ดันหนี้ครัวเรือนสูง คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84%
Economic หอการค้า ชี้ค่าครองชีพ-รายได้ไม่พอ ดันหนี้ครัวเรือนสูง คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84%
กล้าแลกเพื่อรอด
SD Talk กล้าแลกเพื่อรอด
เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณมีโอกาสขึ้นอีก จับตาเงินเฟ้อยังไม่คลาย
Finance เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณมีโอกาสขึ้นอีก จับตาเงินเฟ้อยังไม่คลาย
กขค.รับฟังฝั่งแพลตฟอร์ม Ride-hailing ชี้ GP ไม่ใช่กำไร จี้รัฐลดกฎทับซ้อน
Economic กขค.รับฟังฝั่งแพลตฟอร์ม Ride-hailing ชี้ GP ไม่ใช่กำไร จี้รัฐลดกฎทับซ้อน
แสนสิริ จับมือ RH Contract เปิดตัวบ้านหรู 198 ล้าน หลังเดียวในโลก
Real Estate แสนสิริ จับมือ RH Contract เปิดตัวบ้านหรู 198 ล้าน หลังเดียวในโลก
CEO Microsoft ชี้ บริษัท AI ควรให้ความสำคัญกับ ‘มนุษยชาติ’ เป็นอันดับแรก
Tech CEO Microsoft ชี้ บริษัท AI ควรให้ความสำคัญกับ ‘มนุษยชาติ’ เป็นอันดับแรก
ดูทั้งหมด

ทำไม วิกฤติการณ์คริปโตถึงรุนแรง?

17 มิ.ย. 2565 | 22:47น.

บทวิเคราะห์โดย นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

คนหลายคนที่ไม่เคยผ่านวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในอดีตมาอาจจะไม่เห็นภาพ และไม่เข้าใจว่าทำไมวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับคริปโตรอบนี้ถึงดูรุนแรง และมันอาจจะไปไกลกว่านี้อีกเพราะอะไร?

-คริปโตแทบไม่ได้ถูกหนุนหลังโดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงไม่มีค่าในตัวของมันเอง (intrinsic value)

มูลค่าหรือราคาของคริปโต เกิดขึ้นจากความสมดุลของแรงซื้อแรงขาย (demand-supply equilibrium) ล้วน ๆ ซึ่งใครจะมโนว่า มันมีค่าจริง ๆ ก็ตามใจ แต่มันไม่ต่างกับเหรียญจตุคามรามเทพที่เคยซื้อขายกันหลายล้านบาท พอกระแสจบ พอไม่มีคนใหม่เข้ามา ราคาก็ตกลงในที่สุด

จริงอยู่ว่าเหรียญมันไม่กลับไปที่ศูนย์ เพราะยังมีบางคนศรัทธาอยู่ แต่บางคนก็อาจจะคิดว่ามันมีค่า เพียงเพราะมันดูสวยดี หรืออาจจะนำไปทับกระดาษได้ แต่ราคาของมันจะไม่กลับไปอยู่ที่นั่นได้ง่าย ๆ อีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีคนศรัทธามันมามากกว่า 30 ปี

พอเวลาเหรียญคริปโตราคาตกลงอย่างรวดเร็ว มันจึงทำให้คนสูญเสียความเชื่อมั่นได้ง่าย แถมจุดต่ำสุดคือ 0 ไม่เหมือนกับสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวของมันเอง ซึ่งเมื่อเวลาราคาต่ำเกินไป จะมีคนเข้ามาซื้อเพราะมูลค่าภายในตัวของมัน

นอกจากนี้ พอเหรียญคริปโตต่าง ๆ อยู่ได้ เพราะความเชื่อมั่น พอความเชื่อมั่นหายไป ราคาก็เลยตกลงพร้อม ๆ กันทั้งตลาด (ทำให้ correlation เข้าใกล้ 1)

-เหรียญคริปโตมีความผูกพันกันมากกว่าที่คิด

Bitcoin Maximalist มักจะเชื่อว่า Bitcoin ดีที่สุด และอยากให้เหรียญ “shitcoins” ตายไปเสียให้หมด ทั้ง ๆ จริง ๆ แล้ว Bitcoin ก็มีแรงซื้อเข้ามา เพราะคนต้องการเอาไปเก็งกำไรในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาจจะเอาไปเป็นหลักประกัน หรือถูกกู้เพื่อนำไปลงทุนใน shitcoins ต่าง ๆ ดังนั้นเวลาที่ตลาดคริปโตโดยรวมลดลง จึงทำให้เกิดแรงเทขายในเหรียญอื่น ๆ ด้วย

-ธุรกิจ DeFI ยิ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์กันมากขึ้น

ธุรกิจประเภท DeFI อย่างเช่น Automated Market Maker เช่น Uniswap, Curve etc. ช่วยผูกเหรียญสองเหรียญเข้าหากันไปกลาย ๆ เช่น เวลาที่เหรียญตัวหนึ่งมูลค่าลดลงเร็วกว่ามูลค่าใน AMM คนก็จะรีบเอาเหรียญนั้นมาแลกเหรียญที่มีมูลค่าสูงกว่าออกไป และเอาไปขายเพื่อทำ arbitrage เพื่อล็อกกำไร

ส่วนธุรกิจที่ทำตัวคล้ายธนาคารคือ นำเงินคนฝากไปลงทุน ก็มีผลใกล้เคียงกัน ธุรกิจเหล่านี้อาจจะรับฝากเงินหลายสกุล แล้วนำไปลงในหลายช่องทาง พอธุรกิจสูญเสียความเชื่อมั่นจากการที่เหรียญบางตัวราคาลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ฝากรีบถอนเงินลงทุน ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ต้องหาช่องทางการขายสินทรัพย์ เพื่อนำเงินมาคืนให้กับนักลงทุน

-ธุรกิจคริปโตมีความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวสูงมาก

ธุรกิจที่อยู่ในโลกคริปโตมีแนวโน้มที่จะนำเงินไปลงทุนในคริปโตอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในวงแคบมาก ๆ เมื่อเทียบกับธุรกิจในโลกทั่วไป ดังนั้นจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น โดยที่บางครั้งนักลงทุนเองก็ไม่รู้ อย่างเช่น พอ Terra/Luna ล้ม ก็ส่งผลให้ธุรกิจอื่นที่ลงทุนอย่างหนักใน Terra/Luna อย่างเช่น Celsius, Three Arrows Capital และกองทุนคริปโตอื่น ๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย

และพอไม่มี the lender of last resort ตัวจริงอย่างธนาคารกลางเข้ามาเป็นตัวหยุดไม่ให้วิกฤติการณ์มันลามต่อไป ผลกระทบจึงออกไปในวงกว้างได้ไม่ยากนัก (ป.ล. อาจจะมี the lender of last resort ตัวปลอม คือ Tether ซึ่งอาจจะเสกเงิน หรือให้กู้ยืมเงิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่หากไม่ระวัง ก็อาจจะทำให้คนสูญเสียความเชื่อมั่นใน Tether ได้เช่นกัน)

ดังนั้น หาก Nassim Taleb เคยพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจปี 2008 ว่าเป็นเหตุการณ์ Black Swan ที่มีโอกาสเกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง ฤดูหนาวคริปโตในเวลานี้อาจจะเป็น White Swan ที่ทุก ๆ คนควรคิดว่าจะได้เห็นเป็นประจำอยู่แล้วในทุก ๆ หน้าหนาวของโลกคริปโตก็เป็นได้ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาในปี 2018 เพียงแค่รอบนี้มี DeFI กองทุนคริปโต ธุรกิจคล้ายธนาคาร รวมไปถึง algorithmic stablecoin มาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้มันเร็ว และแรงกว่าเดิม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คริปโตเคอร์เรนซี